หลินจิงเกิ้งมีภารกิจรัดตัว ต้องเดินทางไปมาระหว่างบ้านกับกรมขุนนางทุกวัน ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่ได้หยุดพัก เขาจึงตัดสินใจมาเยี่ยมน้องชายทั้งสองหลังสอบเสร็จ ครั้นมาถึงก็เห็นเซี่ยชิงเฟิงกับเหลียนอี้จื้อสวมเสื้อคลุมตัวยาวแบบสบาย ๆ มือถือพัด พากันทำท่าทางผ่อนคลายราวกับไร้กังวล
หลินจิงเกิ้งยิ้มขื่น แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนา “พวกเจ้านี่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก! ข้ายุ่งจนแทบไม่ได้หยุดพัก มองพวกเจ้าสบายอกสบายใจเช่นนี้แล้วชวนให้อิจฉายิ่งนัก”
เซี่ยชิงเฟิงหัวเราะอย่างเบิกบาน ก่อนยื่นมือโอบไหล่หลินจิงเกิ้ง “ในเมื่อวันนี้พี่ชายได้หยุดพักแล้ว มิสู้ไปเที่ยวชมเมืองหลวงกับพวกข้าสองคน วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าอยู่กับเอกสาร ถึงเวลาควรออกมาสูดอากาศบ้างแล้ว”
เหลียนอี้จื้อคล้อยตาม “ช่วงนี้พวกเราพบร้านน้ำชาดี ๆ แห่งหนึ่ง บรรยากาศใช้ได้ ทั้งยังมีงิ้วให้ชมด้วย ชื่อหอฟังธรณี”
“โอ้? ข้าเติบโตในเมืองหลวง เหตุใดจึงไม่รู้จักร้านน้ำชาแห่งนี้?”
“เพิ่งเปิดใหม่ ไม่เลวทีเดียว” เหลียนอี้จื้อกล่าวแนะนำอย่างเต็มที่ “ชาที่นั่นเป็นชาใหม่ส่งมาจากแดนใต้ กลิ่นหอมเข้มข้น ดื่มแล้วหวานชุ่มคอ ได้ยินว่าพ่อค้าชาเสาะหามาเป็นพิเศษ มีขายเฉพาะที่หอฟังธรณีเท่านั้น ส่วนคณะงิ้วก็เชิญนักแสดงฝีมือดีจากหลายถิ่นมา ทุกท่วงท่าทั้งร้อง รำ และแสดง ล้วนเปี่ยมเสน่ห์”
“อืม ๆ!” เซี่ยชิงเฟิงพยักหน้าหงึก ๆ ช่วงหลายวันนี้เหลียนอี้จื้อพาเขาไปเปิดหูเปิดตามาไม่น้อย หอฟังธรณีแห่งนี้ก็ดีจริง ๆ
ดูสนุกกว่าหนังสือเบ็ดเตล็ดในระบบเสียอีก
นักแสดงผู้นั้นก็ร้องได้ไพเราะ
ในยุคปัจจุบัน เขาไม่เคยฟังเพลงงิ้วทำนองคล้ายคุนฉวี่เช่นนี้มาก่อน เขาคิดว่าเสียงแหลมแสบหู ร้องเอื้อนจนทำให้ปวดหู แต่หลายวันที่เหลียนอี้จื้อพาเขาเที่ยวเล่นในเมืองหลวง ไม่รู้ว่าเพราะอายุมากขึ้นหรืออย่างไร จู่ ๆ เขาก็เหมือนมีพรสวรรค์ในการชื่นชมเพลงเหล่านี้ขึ้นมา
