เขาชี้ไปทางเหอเจียเจีย ส่งสัญญาณให้เธอรีบพูดต่อ
ภาพของเมิ่งหยางปรากฏอยู่แค่สิบวินาที ก่อนจะตัดไปยังใบหน้าของเหอเจียเจียที่กำลังทำอะไรไม่ถูก เธอรีบฉีกยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
“ท่านผู้ชมทุกท่าน คงสังเกตเห็นกันแล้วว่า ครั้งนี้เราเชิญเมิ่งหยาง คนไร้แวว มาร่วมรายการ จุดประสงค์ของเราคือเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายให้ประชาชนทุกคน ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ และสัมผัสอย่างสมจริงถึงความหวาดหวั่นหลังก่ออาชญากรรม รวมถึงความหวาดกลัวเมื่อตำรวจไล่ล่า เพื่อให้รู้ว่าผลของการก่ออาชญากรรมนั้นร้ายแรงแค่ไหน”
【สัมผัสบ้าอะไร ฉันนี่...】
【ฉันส่งอาหารทุกวัน โดนตำรวจจราจรไล่จนเหมือนหมา ยังต้องมาสัมผัสอะไรอีก ฉันมาดูดาราต่างหาก】
【ถ้าเชิญฉันยังพอว่า แล้วทำไมต้องเชิญเขาด้วย พวกแกมัน...】
【ดูท่าทางทึ่ม ๆ ของเขาสิ ยังต้องให้ตำรวจสืบสวนสอบปากคำอีกเหรอ แค่ฉันตบหัวเขาสักที เขาก็สารภาพแล้ว】
【วันแรกเกิดคดี วันที่สองแจ้งความ แล้วก็ปิดคดีส่งท้าย】
【ยังจะวันที่สองอีกเหรอ ฉันว่าแค่เห็นศพวันแรกก็ช็อกจนสมองตื้อแล้ว】
【น่าเบื่อ ไม่ดูแล้ว】
【คณะกรรมการผลิตรายการสมองทึบ】
【ไม่ดูแล้ว ไอ้พวกไร้สมอง】
...
เสียงบี๊บที่ดังกลบคำหยาบซึ่งเด้งขึ้นมาต่อเนื่องทำให้เหอเจียเจียทนไม่ไหว เธอรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
“เอาล่ะ ต่อไปนี้ฉันขอประกาศว่ารายการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เชิญรับชมได้เลย”
เหอเจียเจียชี้มือไปทางด้านหลัง
ภาพไลฟ์ตัดกลับไปยังแอนิเมชันสุดเท่อีกครั้ง
ผู้กำกับจางเฉิงขมวดคิ้ว หลังเมิ่งหยางปรากฏตัว ยอดผู้ชมไลฟ์ก็ร่วงฮวบ จากหลักแสนเหลือแค่หลักสามหมื่น
ร่วงลงราวกับตกหน้าผา
ให้ตายเถอะ หวังว่าอีกเดี๋ยวเมิ่งหยางที่ชื่อเมิ่งหยางนี่จะทำผลงานได้ดีหน่อย ไม่อย่างนั้นผู้อำนวยการสถานีคงตามมาเล่นงานแน่
“หลิวฉี เขียนบทตอนหน้าให้มีจุดหักมุมเยอะ ๆ แล้วเพิ่มคนเข้าไปอีก ต้องดึงกระแสรายการกลับมาให้ได้”
หลิวฉีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “งั้นคุณเขียนเองไหมล่ะ”
จางเฉิงถึงกับพูดไม่ออก เรื่องนี้เขาทำเองไม่ไหวจริง ๆ
...
ภาพสว่างขึ้นอีกครั้ง
ในห้องนั่งเล่น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ใต้ศีรษะมีแอ่งเลือดสีคล้ำ
มุมกล้องนี้ค่อนข้างไกล เป็นภาพจากกล้องที่ติดอยู่บนตัวหลูเฟย
ส่วนภาพจากกล้องประจำที่เผยให้ทุกคนเห็นหลูเฟยหดตัวอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ไหล่เปลือยครึ่งหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนน้ำตา สีหน้าหวาดกลัว
【ฉันละเชื่อเลย! กล้าฉีกเสื้อเทพธิดาหลูของฉัน นายสมควรตายจริง ๆ ฉันยังไม่กล้าแตะรูปเธอเลย】
【สุดยอด! เทพธิดาหลูแสดงได้เก่งมาก ดูน่าสงสารจับใจ เหมือนกระต่ายน้อยที่ถูกหมาป่าล้อมไว้ แสดงดีสุด ๆ จนฉันอดหยิบกระดาษทิชชูออกมาไม่ได้】
【โธ่เอ๊ย คนข้างบนนี่หื่นเกินไปแล้ว ตอนนี้ยังกล้าหยิบทิชชูออกมาอีก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันบ้างเลยเหรอ】
【ทำไมล่ะ ฉันหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตา มีปัญหาเหรอ】
...
หลังหลูเฟยปรากฏตัว กระแสในห้องไลฟ์ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นหลักห้าหมื่น
จางเฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ยังดีที่หลูเฟยมีแฟนคลับเยอะ ไม่อย่างนั้นคงจบเห่แน่
ดูท่าตอนนี้คงต้องพึ่งหลูเฟยคนเดียวเพื่อประคองรายการไว้แล้ว
ภาพเปลี่ยนฉาก ประตูห้องถูกผลักเปิดออก ชายหนุ่มท่าทางทึ่ม ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามา
หลูเฟยเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ พอเห็นคนที่เดินเข้ามา สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นทุกข์ระทมทันที เธอร้องเรียกเสียงสั่น
“พี่ หนูฆ่าคนแล้ว!”
“หนู... หนูฆ่าลุงใหญ่ตาย”
พูดจบ เธอก็มองศพบนพื้น แล้วหันไปมองเมิ่งหยางเพื่อรอให้เขาพูด
แม้รายการวาไรตี้นี้จะไม่มีบท แต่ช่วงแรกก็มีบทพูดเตรียมไว้ไม่กี่ประโยค เธอพูดจบแล้ว ต่อไปก็ถึงตาเมิ่งหยาง
แต่เมิ่งหยางกลับไม่พูดอะไร ยืนนิ่งทื่ออยู่ตรงประตู
ไม่เข้ามา และก็ไม่ออกไป
ท่าทีของเขาทำให้หลูเฟยไม่รู้จะเล่นต่ออย่างไรอยู่ชั่วขณะ ไม่แน่ใจว่าควรพูดขึ้นก่อน หรือรอให้เขาตั้งสติได้
【เห็นไหม ฉันพูดไว้แล้วว่าคนไร้แววพอเห็นศพก็ต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฉันพูดผิดตรงไหน】
【เฮ้อ น่าเสียดายหลูเฟยของฉัน แสดงได้สมจริงขนาดนั้น แต่ดันมาเจอคนทึ่มแบบนี้】
【ถ้าผู้กำกับไม่ใช่พวกชอบผู้ชายนะ ฉันจะไลฟ์กินขี้เลย!】
...
มุมปากของจางเฉิงกระตุกอย่างแรง อะไรคือพวกชอบผู้ชายกัน ถ้าแน่จริงก็ไลฟ์กินขี้สิ เดี๋ยวฉันส่งหัวใจดวงเล็กให้ด้วย
ถึงจะด่ากันไป แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มเสียใจจริง ๆ ที่เชิญคนไร้แววมา
เพราะทันทีที่เมิ่งหยางยืนนิ่งไม่ขยับ ยอดผู้ชมในห้องไลฟ์ก็ร่วงลงอย่างหนักอีกครั้ง เหลือแค่หลักสามหมื่น
ไม่ใช่ว่าเมิ่งหยางไม่อยากพูด
แต่ภาพตรงหน้ากระแทกใจเขาอย่างรุนแรงเกินไป
เพิ่งข้ามมิติมาก็เจอฉากฆาตกรรม ใครจะไม่ช็อกบ้าง
ที่สำคัญที่สุดคือเขาจำอะไรไม่ได้เลย
ศพที่ยังอุ่นอยู่
เด็กสาวหน้าตาสวยมากคนหนึ่ง
เขาลืมไปหมดแล้วว่าเรื่องราวเป็นมายังไง
เด็กสาวน่ารักคนนี้เรียกเขาว่าพี่
งั้นเธอก็เป็นน้องสาวของเขา
เขามีน้องสาวน่ารักขนาดนี้ด้วย แต่น่าเสียดายที่เธอฆ่าคน
เมื่อกี้น้องสาวบอกว่าเธอฆ่าลุงใหญ่ ก็น่าจะหมายถึงชายวัยกลางคนที่นอนอยู่บนพื้นคนนั้น
เมิ่งหยางอดบ่นในใจไม่ได้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
เขาเพิ่งข้ามมิติมา น้องสาวก็ก่อคดีฆาตกรรมเสียแล้ว
เขาควรแจ้งตำรวจ หรือปกป้องน้องสาวดี
แต่น้องสาวน่ารักขนาดนี้ คงไม่ใช่คนเลวหรอกมั้ง
แฮ่ม ๆ
เขากระแอมในลำคอ พยายามทำเสียงให้มั่นคง แล้วถามอย่างระมัดระวัง
“น้องสาว อย่าเพิ่งร้องไห้ บอกพี่ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องถึงฆ่าลุงใหญ่”
พอได้ยินประโยคนี้ คณะกรรมการผลิตรายการก็พากันยกมือกุมหน้าอย่างพูดไม่ออก
จะบ้าเหรอ ทำไมถึงฆ่าลุงใหญ่น่ะเหรอ เรื่องราวเบื้องหลังคดีก็มีบอกไว้แล้วไม่ใช่หรือไง
หลูเฟยเองก็นิ่งไป บทพูดไม่ใช่แบบนี้นี่ บทควรจะเป็น “ลุงใหญ่สารเลวนั่น” ต่างหาก
ทำไมถึงฆ่าลุงใหญ่ ก่อนมาคุณไม่อ่านสักหน่อยเหรอ ยังจะพูดอีกว่านักแสดงรุ่นใหม่ไม่ท่องบท อย่างน้อยก็ดูข้อมูลเบื้องหลังก่อนสิ
เพื่อให้รับส่งบทกันได้ หลูเฟยจึงทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าเขาไม่รู้ แล้วอธิบายให้ฟัง
“พี่คะ ลุงใหญ่คิดไม่ซื่อกับหนูมาตลอด วันนี้พี่ไม่กลับมา แถมเขายังเมามาก เลยพยายามจะขืนใจหนู หนู... หนูเลยผลักเขา ไม่คิดว่าเขาจะล้มไปกระแทกมุมโต๊ะจนตาย”
หลูเฟยพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจอย่างยิ่ง พอพูดถึงท้ายประโยคก็มีน้ำตาหยดลงมาสองสามหยด
เมาเหรอ
สายตาคมกริบของเมิ่งหยางจับจ้องอยู่ที่ขวดเหล้าขวดหนึ่งซึ่งกลิ้งไปอยู่ใต้โต๊ะอาหาร
ส่วนอีกฝั่งของโต๊ะอาหารมีขวดเหล้าขาวเปล่าวางเรียงกันอยู่แถวหนึ่ง
ใบหน้าของลุงใหญ่ที่เสียชีวิตมีสีแดงระเรื่อ ปลายจมูกก็แดงด้วย
ในห้องยังอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าขาวคุณภาพต่ำอันน่าสะอิดสะเอียน
ทุกอย่างตรงกับที่น้องสาวเล่า ลุงใหญ่คนนี้เป็นคนติดเหล้ามานาน และคืนนี้ก็กลับมาหลังจากดื่มเหล้ามา
ส่วนเรื่องฆ่าคน...
มีคราบเลือดติดอยู่ตรงมุมโต๊ะแหลมคม ตรงกับตำแหน่งที่ลุงใหญ่ล้มลงพอดี ดูเหมือนว่าเขาจะตายหลังจากกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะจริง ๆ
อีกอย่าง น้องสาวก็ตัวเล็กบอบบาง แววตาใสซื่อ ไม่เหมือนคนที่จะเป็นฝ่ายลงมือฆ่าใครก่อน
จากสถานการณ์ตอนนี้ เมิ่งหยางพอจะยืนยันได้ว่าสิ่งที่น้องสาวพูดเป็นความจริง
นี่เป็นการฆ่าคนโดยไม่ได้ตั้งใจ!
