ในช่วงวันสิ้นโลก พลังมิติเป็นพลังพิเศษที่พบได้ทั่วไป หน้าที่หลักของผู้มีพลังชนิดนี้คือเก็บสิ่งของ จัดเป็นพลังสนับสนุนประเภทหนึ่ง
แน่นอนว่ามีผู้ใช้พลังมิติที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษอยู่ด้วย พวกเขาสามารถใช้ความสามารถของตัวเองพัฒนาทักษะอย่างใบมีดมิติขึ้นมาได้ พลังต่อสู้ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใช้พลังชนิดอื่น
เมื่อผู้ใช้พลังมิติทั่วไปเพิ่งปลุกพลังขึ้นมา พื้นที่มิติมักมีขนาดเล็กมาก และสามารถขยายได้ตามระดับพลังที่เพิ่มขึ้น
แต่มิติของเสิ่นเฉียวแตกต่างจากมิติที่ผู้ใช้พลังมิติทั่วไปปลุกขึ้นมา
เธอได้มิตินี้มาโดยบังเอิญในวันก่อนวันสิ้นโลก
มิติที่ผู้ใช้พลังทั่วไปปลุกขึ้นมา ตอนอยู่ระดับหนึ่งจะมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร บางคนที่มีพลังมากหน่อยอาจมีได้สิบกว่าตารางเมตร แต่มิติที่เธอได้มานั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มีพื้นที่มากแค่ไหนแม้แต่เธอเองก็ยังไม่รู้
มิติของเธออยู่ในกำไลเงินที่สวมไว้บนข้อมือ
แม่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเคยบอกว่า กำไลเงินนี้อยู่กับเธอมาตั้งแต่วันที่ถูกส่งมาที่นี่ น่าจะเป็นของที่ญาติทิ้งไว้ให้ เธอจึงสวมติดตัวมาตลอด
วันก่อนวันสิ้นโลกระบาด มือเธอบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ เลือดไหลไปเปื้อนกำไลเงิน จึงปลุกมิติขึ้นมาได้
ใช่แล้ว พล็อตน้ำเน่าในนิยายดันเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง
เธออ่านนิยายอยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่ารู้ว่านี่คืออะไร สิ่งแรกที่นึกถึงคือกักตุนเสบียง
น่าเสียดาย เงินเก็บที่มีไม่พอให้เธอกว้านซื้อของมาตุนได้มากมาย
เสิ่นเฉียวเป็นเด็กกำพร้า ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้อย่างราบรื่นก็ต้องขอบคุณการช่วยเหลือจากภาครัฐ
เงินที่มีติดตัวอยู่เพียงหมื่นกว่าหยวน เป็นเงินที่เธออุตส่าห์เก็บจากการทำงานพิเศษช่วงวันหยุดระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เดิมทีตั้งใจจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายประทังชีวิตหลังเรียนจบ ระหว่างที่ยังหางานไม่ได้
เพราะพอเรียนจบแล้ว นโยบายช่วยเหลือเด็กกำพร้าของรัฐก็จะสิ้นสุดลง เธอไม่คิดเลยว่าจะได้มิตินี้มา
ยิ่งไม่คิดว่าเวลาที่เหลือให้เตรียมตัวจะสั้นขนาดนี้ มีเพียงวันเดียวเท่านั้น
เธอใช้เงินทั้งหมดที่มี แถมยังใจกล้ากู้เงินออนไลน์มาอีกเล็กน้อย แต่ก็รวบรวมเสบียงได้ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นอาหารกับเครื่องดื่ม
หลังซอมบี้ระบาด ข้างนอกเต็มไปด้วยซอมบี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ไม่มีเรี่ยวแรงอย่างเธอออกไปก็มีแต่จะกลายเป็นเหยื่อ
แต่จะไม่ออกไปก็ไม่ได้ ต่อมาเธอจึงออกไปหาเสบียงพร้อมกับคนในชุมชน
เธอไม่กล้าเปิดเผยมิติของตัวเอง จึงแอบเก็บข้าวของมาเงียบ ๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ของมาไม่น้อย
ภายหลังเมื่อหน่วยกู้ภัยมาถึง เธอก็ย้ายตามคนในชุมชนไปด้วย ตอนนั้นเองจึงรู้ว่ามีคนจำนวนมากปลุกพลังพิเศษต่างชนิดกันขึ้นมา
พลังมิติก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมยังมีผู้ใช้พลังชนิดนี้อยู่ไม่น้อย เธอจึงกล้าบอกว่าตัวเองเป็นผู้ใช้พลังมิติเช่นกัน
เพื่อแสร้งทำเป็นเหมือนผู้ใช้พลังมิติคนอื่น เธอบอกเพียงว่ามิติของตัวเองมีพื้นที่ราว 10 ตารางเมตรเท่านั้น
เพราะมิติของผู้ใช้พลังทั่วไปก็มีขนาดประมาณนี้
เวลาผู้ใช้พลังมิติคนอื่นเลื่อนระดับ เธอก็เลื่อนระดับตามไปด้วย แสร้งทำเป็นว่าตัวเองเป็นผู้ใช้พลังมิติคนหนึ่ง
ต่อมาเธอยังโชคดีปลุกพลังจิตขึ้นมาได้ด้วย ผู้ใช้พลังสองสายมีน้อยมากในโลกนี้ เสิ่นเฉียวจึงซ่อนทักษะพลังจิตของตัวเองไว้ทันที
นี่เป็นเหตุผลที่ภายหลังเธอสามารถระเบิดแก่นพลังได้
เสิ่นเฉียวใช้ชีวิตในวันสิ้นโลกมาเกือบแปดปีด้วยความระมัดระวังรอบคอบ นับว่าเก่งมากแล้วจริง ๆ
น่าเสียดายที่เธอมองดูสหายร่วมรบซึ่งผ่านเป็นผ่านตายมาด้วยกันทยอยตายด้วยน้ำมือของราชันซอมบี้ สุดท้ายเธอจึงระเบิดตัวเอง
แล้วพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็มาอยู่ที่นี่
เสิ่นเฉียวลองสัมผัสมิติและพลังจิตของตัวเอง ความรู้สึกทั้งยินดีและกังวลปะปนกัน
สิ่งที่น่ายินดีคือ พลังมิติและพลังจิตยังอยู่ครบ
ส่วนเรื่องที่น่ากังวลคือ มิติไร้ขอบเขตเดิมหายไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงพื้นที่เล็กจิ๋ว จากที่กะด้วยสายตาน่าจะมีราว 50 ตารางเมตร
แต่ดูเหมือนมิตินี้จะแตกต่างจากเดิมอยู่บ้าง เพียงแต่เสิ่นเฉียวเองก็อธิบายไม่ถูกว่าตรงไหน
ส่วนเสบียงในมิติ จริง ๆ แล้วไม่มีของมีค่าอะไร เพราะเธอใช้ชีวิตอยู่ในวันสิ้นโลกมาแปดปี อาหารที่กักตุนไว้กินหมดไปนานแล้ว ที่เหลือก็มีแต่ข้าวของกระจุกกระจิกที่เก็บมา กับแก่นพลังที่รวบรวมไว้
เพราะเธอมีพลังพิเศษเพียงสายจิต จึงดูดซับได้แค่แก่นพลังสายจิต แก่นพลังธาตุสายอื่นไม่มีประโยชน์กับเธอ
แต่เรื่องนี้มีแค่เธอคนเดียวที่รู้ สหายร่วมทีมไม่รู้เลย
ทุกครั้งที่ทำภารกิจสำเร็จและได้แก่นพลังมา พวกเขามักแบ่งแก่นพลังมิติให้ผู้ใช้พลังมิติในทีม เพื่อใช้เลื่อนระดับ
เธอใช้แก่นพลังมิติเลื่อนระดับไม่ได้ จึงได้แต่แอบเก็บไว้ในมิติ ทำทีว่าใช้ไปแล้ว พอสะสมไปเรื่อย ๆ ก็ได้มาไม่น้อย ส่วนพลังมิติของเธอก็ค่อย ๆ เพิ่มระดับตามไปด้วย แสร้งว่าตัวเองขึ้นไปถึงระดับหกแล้ว
ตอนนี้ข้าวของกระจุกกระจิกในมิติหายไปหมด เหลือเพียงกล่องสองใบที่มุมหนึ่งของพื้นที่เล็ก ๆ นี้
พอมองให้ดี กล่องสองใบนี้ดูคุ้นตาเหลือเกิน
เอ๊ะ กล่องสองใบนี้ไม่ใช่กล่องที่เธอใช้เก็บแก่นพลังมิติกับยาสารพัดชนิดหรอกหรือ?
ให้ตายสิ ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะยังเมตตาเธออยู่บ้าง ถึงกับเก็บของดีสองอย่างนี้ไว้ให้
เสิ่นเฉียวรีบใช้พลังจิตเปิดกล่องใบหนึ่ง ข้างในมีของเหลวสีฟ้าอ่อนบรรจุอยู่หลายหลอด เธอพลันดีใจขึ้นมาอีกครั้ง เป็นยารักษาอาการบาดเจ็บ! ไม่น่าเชื่อว่ายาสามหลอดที่เธออุตส่าห์เก็บไว้จะไม่หายไป
ดีเหลือเกิน ยังมีทางรอดแล้ว!
ตอนนี้เสิ่นเฉียวแทบจะหลั่งน้ำตา
ยารักษาอาการบาดเจ็บชนิดนี้เป็นของที่เธอเคยจ่ายเงินก้อนโตซื้อไว้ ตั้งใจใช้รักษาชีวิตตัวเองยามออกไปทำภารกิจ ไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้ใช้ในวันสิ้นโลก แต่กลับได้ใช้ในแดนรกร้าง
เสิ่นเฉียวรีบใช้พลังจิตหยิบออกมาหนึ่งหลอด เตรียมดื่ม แต่พอลืมตาขึ้นก็เห็นวัตถุรูปร่างคล้ายลูกตาขนาดมหึมาอยู่ตรงหน้า ทำเอาเธอตกใจจนเกือบทำยาหลุดมือ
ถ้าตอนนี้เธอยังขยับตัวได้ คงผวาจนกระโดดโหยงไปแล้ว น่าเสียดายที่สภาพของเธอตอนนี้ แค่คลานยังทำไม่ไหว
เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ความเจ็บปวดที่แล่นมาจากทั่วร่างเตือนเธอว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาบาดแผล
เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี เปิดหลอดยาด้วยมือสั่นเทา แล้วกรอกเข้าปาก
ของเหลวเย็นสดชื่นแผ่ซ่านในปาก ก่อนค่อย ๆ ไหลลงท้อง แขนขาและทั่วร่างเริ่มชาหนึบ จากนั้นความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มก็แล่นขึ้นมา
เสิ่นเฉียวรู้ว่ายาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว สมกับเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บระดับสูงสุด ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วจริง ๆ
แม้จะทำให้คนฟื้นจากความตายหรือสร้างแขนขาที่ขาดขึ้นมาใหม่ไม่ได้ แต่เรื่องรักษากระดูกหักกับบาดแผลภายในนั้นได้ผลชะงัดนัก
ไม่เพียงออกฤทธิ์แรง แต่ยังเห็นผลเร็วด้วย เวลาไม่ถึงสองสามนาที เสิ่นเฉียวก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่สูญเสียไปค่อย ๆ กลับคืนมา
ความเจ็บปวดทั่วร่างก็ทุเลาลงอย่างช้า ๆ
เธอเปิดกล่องอีกใบ พบว่าข้างในว่างเปล่า แก่นพลังหายไปแล้ว เหลือเพียงกล่องเปล่าใบหนึ่ง
