เสิ่นชิงหลีมองไปทางเขา ปราศจากความผิดในใจแม้แต่น้อย เอ่ยว่า “เป็นธรรมดา”
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าคิดอะไรอยู่?” ไป่หลี่ฉงถงตกตะลึง “นางหลอกเจ้า เจ้าก็เชื่อหรือ? แล้วกระบี่คู่กายของข้าถูกทำลายไปอย่างไร เจ้าเห็นกับตา เจ้าไม่กลัวนางจะเล่นตุกติกในมรดกตกทอดหรือ?”
กู้ฉือเฮ่อสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผยย่านซูได้ดึงเขาไว้แล้ว มองเสิ่นชิงหลีด้วยแววตาเฉยชา “เจ้านั้นมีแผนมากเกินไป ควรรู้ว่ายิ่งคิดเล็กคิดน้อย ก็ยิ่งสูญเสีย
ในเมื่อเจ้าเข้าเขาเซียนมาแล้ว คงได้เห็นมรดกของเทวะปฐมกาลปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน หากเจ้าไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผลได้ผลเสียเพียงชั่วคราว ด้วยพลังฟื้นฟูของเจ้า และการชดเชยจากสำนัก มรดกของเทวะปฐมกาลก็ใช่ว่าจะไม่ตกเป็นของเจ้า”
เสิ่นชิงหลียิ้มบาง ๆ “ข้าคิดเล็กคิดน้อย? ข้าไม่ได้หาเรื่องใคร ซูฉาฉาเองที่เดินผิดจนเข้าสู่ภาวะคลั่ง กระดูกวิเศษถูกทำลาย แล้วข้าต้องถวายกระดูกหงส์ของข้า ไม่ถวายก็คือคิดเล็กคิดน้อย?
ถูกลงโทษบังคับควักกระดูกหงส์แล้ว ยังเกลียดไม่ได้ เกลียดแล้วก็คือคิดเล็กคิดน้อย? จะลงโทษข้าให้ไปที่บ่วงอัสนี ขัดขืนไม่ได้ ขัดขืนแล้วก็คือคิดเล็กคิดน้อย?”
“นั่นต้องคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว” หลิวเมิ่งจับไหล่เสิ่นชิงหลี ดวงตากลมโตคู่นั้นมองคนทั้งสี่ของสำนักปี้ยวี่อย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยประโยคเชือดเฉือนว่า “ฟังดูแล้ว พวกเจ้าไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ก็ไม่เห็นพวกเจ้าได้มรดกของเทวะปฐมกาลเลย”
“ใช่” จ่านเยว่เฟิงมองเผยย่านซูด้วยสายตาประเมิน “สหายเผยคือว่าที่บุตรศักดิ์สิทธิ์คนต่อไปแห่งสำนักปี้ยวี่ ช่างรู้แจ้งเสียจริง น่าเสียดาย แม้แต่ค่ายกลพิทักษ์ของเทวะปฐมกาลที่พวกเรายังเข้าได้ เจ้ากลับเข้าไม่ได้”
“ใครบอกว่าพี่สาวข้าไม่ได้รับมรดกของเทวะปฐมกาล?” ร่างของเสิ่นจิ้นแทรกออกจากฝูงชน กลับมาอยู่ข้างกายเสิ่นชิงหลี เพียงแค่เดินห่างออกไปครู่เดียว แมลงวันพวกนี้เข้ามาได้ทุกที่จริง ๆ
