เสิ่นชิงหลียังลืมไม่ลงจนถึงทุกวันนี้ ในวันที่นางหนีออกจากสำนักปี้ยวี่ จะได้เห็นภาพน่าสลดเช่นนั้น
แต่ก็เพราะเหตุนั้นเอง สำนักปี้ยวี่จึงไม่มีเวลาสนใจนาง นางถึงหนีรอดมาได้ และยังได้พบหนทางอยู่รอดในอีกหลายปีต่อมา รวมถึงได้รับวาสนาสืบทอดเซียนสู่มาร
หากนับจากต้นเหตุ สำนักเทียนซิงมีพระคุณต่อนาง
ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้คนชั่วอย่างไป่หลี่ฉงถง จะคู่ควรกับจิตวิญญาณกระบี่ที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!
หากมองจากจุดนี้ นาง หลิวเมิ่ง และสำนักเทียนซิงก็มีศัตรูร่วมกัน
“พี่หญิง มองอะไรอยู่หรือ”
เสียงของเสิ่นจิ้นดึงเสิ่นชิงหลีจากห้วงความทรงจำกลับมา
นางเงยหน้าขึ้น ก็พบกับใบหน้าที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม จึงตบไปอย่างไม่สบอารมณ์ดัง “เพียะ”
ไม่ว่าตบไปกี่ครั้ง ไอ้เด็กนี่ก็ชอบโผล่หน้าเข้ามาใกล้ ๆ นางเสมอ นางขี้เกียจพูดแล้ว
ส่วนเสิ่นจิ้นที่ถูกตบก็ยังคงหน้าด้านนั่งชิดติดกับเสิ่นชิงหลี เกาะแกะมาก “ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลย เหตุใดถึงอยากมาเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ คงไม่คิดจะช่วยสำนักปี้ยวี่ชนะอีกครั้งหรอกนะ”
เสิ่นชิงหลีผลักเขาไปข้างหนึ่ง “จะพูดก็พูด อย่ามาเบียด! อยากโดนตีหรือไง”
“ท่านก็ตีข้าไม่น้อยแล้ว” เสิ่นจิ้นนั่งนิ่งดั่งขุนเขา แต่คนตัวตรงขึ้นบ้าง ไม่เบียดเสิ่นชิงหลีอีก “พี่หญิง ท่านจะทำอะไรกันแน่”
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหนึ่งเดือน เสิ่นจิ้นก็แน่ใจแล้วว่า แม้เสิ่นชิงหลีจะยังตัดไม่ขาดจากคนพวกนั้นบนยอดเขาเซียนจื่อ แต่นางก็จะไม่ช่วยพวกนั้นอีกแล้ว
คงใช่มั้ง
เสิ่นจิ้นไม่มั่นใจนัก
เพราะเสิ่นชิงหลียืนกรานจะมาเข้าร่วมการประลองครั้งใหญ่ของสำนักในครั้งนี้
แววตาค่อนข้างหม่นหมอง เสิ่นจิ้นหลุบตาถาม “ท่านวางใจไอ้สกุลกู้นั่นไม่ลงหรือ”
