เช้าวันต่อมา เจียงอู๋โยวยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา
เสียงของเสิ่นฉางเกิงดังแว่วอยู่ข้างหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกชื่อเธอไม่หยุด
“อู๋โยว อู๋โยว ตื่นได้แล้ว”
เขาลดเสียงลงจนเบา กลัวจะทำให้เธอตกใจตื่น มือใหญ่ตบแผ่นหลังเธอเบา ๆ
เจียงอู๋โยวขมวดคิ้วอย่างงัวเงีย เปลือกตาหนักจนลืมไม่ขึ้น เธอซุกศีรษะเข้าไปในผ้าห่ม ขยับตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ โดยไม่รู้ตัว ยังคงไม่อยากตื่น
“ถ้ายังนอนต่อ เดี๋ยวก็ไปสายหรอก”
พอได้ยินคำว่า “ไปสาย” เจียงอู๋โยวก็ลืมตาพรึ่บ
เสียงพูดคุยดังมาจากลานบ้านชั้นล่าง เสียงกระดิ่งจักรยานแว่วมาจากที่ไกล ๆ นอกประตูยังได้ยินยายหวังบ้านข้าง ๆ เร่งหลานสาวตัวน้อยทั้งสองให้รีบไปโรงเรียน
เธอพลันตื่นขึ้นมาเกือบเต็มตา รีบยันตัวลุกนั่งมองเสิ่นฉางเกิง แววตายังพร่าเลือนด้วยความง่วงงุน ทว่ามีความกระวนกระวายเพิ่มเข้ามา
“กี่โมงแล้ว?”
เสิ่นฉางเกิงเหลือบมองนาฬิกาปลุกบนโต๊ะ “ยังเช้าอยู่ ทันแน่ แต่ถ้าคุณนอนต่ออีก เดี๋ยวจะได้ลนจริง ๆ”
เจียงอู๋โยวได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดผ้าห่มแล้วลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แก้มยังมีรอยแดงจากการนอนทับ
“แล้วทำไมคุณไม่ปลุกฉันให้เร็วกว่านี้ล่ะ”
เสิ่นฉางเกิงลุกขึ้นช่วยเธอสวมเสื้อ ก่อนยื่นมือไปจัดปกเสื้อให้ พลางกล่าวอย่างน้อยใจว่า “ผมปลุกแล้ว แต่คุณไม่สนใจผมเองนี่”
เจียงอู๋โยวถลึงตาใส่เขา เธอตื่นสายจะไปโทษใครได้ล่ะ?
เสิ่นฉางเกิงรู้ตัวว่าตัวเองก็มีส่วนผิด จึงไม่แก้ตัว
“ผมไปทำอาหารเช้า คุณรีบไปล้างหน้าแปรงฟันเถอะ”
เจียงอู๋โยวรีบสวมรองเท้าแตะ เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังแตะ ๆ ก่อนเธอจะวิ่งปรู๊ดไปห้องน้ำ
น้ำเย็นสาดลงบนใบหน้า ความง่วงที่ยังหลงเหลืออยู่พลันจางหายไปเกือบครึ่ง
พอเธอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เช็ดหน้าพลางเดินออกมา อาหารเช้าก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะแล้ว
