เถาหว่านชิงเปิดกล่องขนมบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเสิ่นฉางเกิง “กินอะไรสักหน่อยสิ”
เถาหว่านชิงปรับสีหน้าให้จริงจัง ก่อนเอ่ยถามคำถามสุดท้ายที่เก็บไว้ในใจด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สุดท้ายนี้ ฉันขอถามอีกข้อ ต่อไปพวกเธอสองคนคิดจะใช้ชีวิตกันอย่างไร?”
เสิ่นฉางเกิงนั่งหลังตรง น้ำเสียงหนักแน่น “พวกเราคุยกันไว้เรียบร้อยแล้ว งานของอู๋โยวยังเป็นของเธอ ส่วนเงินเดือนของผมก็ยกให้เธอไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ผมแรงเยอะ งานบ้านผมทำเอง ถ้าไม่มีเวลาก็กินที่โรงอาหาร ถ้ามีเวลาผมจะไปหัดทำกับข้าว มีเรื่องอะไรก็ค่อย ๆ ปรึกษากันดี ๆ ไม่ทะเลาะกันหรือทำสงครามเย็น”
หลังฟังคำพูดเหล่านั้น เถาหว่านชิงก็เห็นเสิ่นฉางเกิงเป็นลูกเขยไปแล้ว ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ
มีเพียงเจียงอู๋โยวที่ยังยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น
ก่อนหน้านี้เธอกับเสิ่นฉางเกิงตกลงกันแค่เรื่องสำคัญไม่กี่ข้อเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าเขาจะวางแผนรายละเอียดชีวิตหลังจากนี้ไว้อย่างรอบคอบถึงเพียงนี้ แถมยังพูดอย่างเปิดอกต่อหน้าผู้ใหญ่
ไม่มีคำพูดแบบชายเป็นใหญ่แม้แต่น้อย ไม่มีท่าทีเห็นเป็นเรื่องสมควรที่เธอต้องทำงานบ้านและจัดการทุกอย่าง เขาคำนึงถึงความรู้สึกและให้เกียรติเธอในทุกเรื่อง
เดิมทีเธอเตรียมใจไว้แล้วว่าจะค่อย ๆ ปรับตัวและเจรจากันไป แต่ตอนนี้กลับมีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจอย่างแผ่วเบา
สวีเจี้ยนหัวยกถ้วยชาขึ้น เป่าลมร้อนเบา ๆ พอเห็นสีหน้าพึงพอใจของเถาหว่านชิง เขาก็พลอยยิ้มตาม
ตอนเสิ่นฉางเกิงพูด มือทั้งสองวางอยู่บนเข่าตลอด แผ่นหลังเหยียดตรง
ระหว่างตอบคำถาม เขากวาดตามองโต๊ะอย่างเงียบ ๆ คอยสังเกตถ้วยชาเคลือบของทุกคน พอเห็นถ้วยของใครพร่องลง ก็ยกกระติกน้ำร้อนขึ้นมาเติมให้ทีละคนอย่างไม่ให้ใครรู้ตัว
เสียงจักจั่นนอกหน้าต่างเริ่มดังขึ้นเป็นระยะ เสียงทอดยาวท่ามกลางไอร้อนยามเที่ยง
