เจ้าของร้านใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดมือ ก่อนยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “เฮ้อ ขาดทุนไปไม่น้อยแล้ว จะขาดทุนเพิ่มอีกนิดก็ไม่เป็นไร ของที่เหลือเก็บไว้ไม่ถึงพรุ่งนี้ เททิ้งก็เปลืองเปล่า ๆ สู้ตักให้พวกคุณชิมเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเปิดร้านได้นานแค่ไหน”
“มีลูกค้าเพิ่มมาอีกคน ฉันก็ดีใจแล้ว”
พูดจบเจ้าของร้านก็หันกลับไปหลังเคาน์เตอร์ เช็ดโต๊ะต่ออย่างพิถีพิถัน ทั้งยังเปลี่ยนไปใช้ผ้าอีกผืนเช็ดขอบอ่างกระเบื้องที่มีน้ำหวานหกเลอะอยู่จนสะอาด
เจียงอู๋โยวมองภาพนั้นอยู่ตลอด เจ้าของร้านดูแลความสะอาดได้เรียบร้อย ใช้วัตถุดิบดี แถมให้ปริมาณจุใจ แล้วทำไมถึงบอกว่าไม่มีลูกค้าล่ะ?
หรือว่ารสชาติไม่ดี?
เจียงอู๋โยวหยิบช้อนไม้คันเล็ก ตักวุ้นเย็นเข้าปากหนึ่งคำ ไม่ต้องเคี้ยวมากก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มเด้งแต่ไม่เละ ทั้งยังไม่ละลายจนแตกยุ่ยทันทีที่แตะลิ้น
น้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวจนข้น หวานกำลังดี ไม่หวานแหลม เคลือบอยู่บนวุ้นเย็นอย่างพอเหมาะ
ชิมวุ้นเย็นแล้ว เธอก็ตักน้ำถั่วเขียวอีกคำมาชิม เนื้อเนียนข้น ร่วนละมุน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของถั่ว ไม่เลี่ยนเลยสักนิด
เจียงอู๋โยวเงยหน้ามองเสิ่นฉางเกิง แล้วพูดเสียงเบา “รสชาติดีออก แถมสะอาด ปริมาณก็เยอะ ทำไมถึงไม่มีลูกค้าล่ะ?”
เสิ่นฉางเกิงกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตักน้ำถั่วเขียวกับวุ้นเย็นมาชิมอย่างช้า ๆ
เมื่อเห็นเจ้าของร้านเข้าไปในครัวหลังร้านแล้ว เขาจึงค่อยเอ่ยปาก
“ผมว่าหลัก ๆ เป็นเพราะทำเล คุณดูสิว่าร้านอยู่ติดตลาด คนที่มาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มาซื้อกับข้าว พวกเขาใช้ชีวิตอย่างประหยัด เงินซื้อผักยังต้องคิดแล้วคิดอีก จะยอมควักเงินเพิ่มอีกไม่กี่เหมาเพื่อซื้อน้ำหวานสักถ้วยได้ยังไง ในสายตาพวกเขา แค่ซื้อน้ำหวานถ้วยนี้ก็เหมือนเสียเงินจนขาดทุน เพราะซื้อผักกาดได้น้อยลงตั้งสองกำมือ”
