วุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดอาหารหลายจานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะครบทุกจาน
รสชาติเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่ได้โดดเด่นและก็ไม่ได้แย่
สุกทั่วถึงดี รสเค็มก็พอเหมาะพอดี เรียกว่าพอกินได้อย่างฝืน ๆ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าอร่อย
อยู่ในระดับที่กินให้อิ่มได้ แต่ไม่อยากกินบ่อย ๆ
เสิ่นฉางเกิงมองเจียงอู๋โยวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาคาดหวังเล็กน้อย “เป็นยังไงบ้าง ผมทำตามหนังสือทุกขั้นตอนเลยนะ”
“ฉันว่าคราวหน้าคุณต้องทำได้ดีกว่านี้แน่”
เพราะไม่มีทางถอยหลังแล้ว มีแต่ทางพัฒนาขึ้นเท่านั้น
เสิ่นฉางเกิงลองชิมฝีมือตัวเองบ้าง เคี้ยวพิจารณารสชาติอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็รู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ปรับอารมณ์ได้
สิ่งที่คนจีนถนัดที่สุดก็คือการสอบกับการลองผิดลองถูก เขาไม่เคยหัวทึบทั้งตอนเรียนและตอนทำงาน จึงไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำอาหารห่วยแบบนี้ไปตลอด
ทำหลาย ๆ ครั้ง ถ้าไม่ไหวก็ทำเป็นสิบกว่าครั้ง สักวันก็ต้องจับเคล็ดลับการทำอาหารได้
*
หลังจากกินข้าวและเก็บชามตะเกียบเรียบร้อย ทั้งสองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากบ้าน
ล้อรถหมุนครืด ๆ มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า สายลมพัดชายเสื้อของทั้งคู่พลิ้วไหว
เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า ภายในก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจคึกคัก
ทั้งสองไม่ได้เดินเล่นดูแผงอื่น แต่ตรงไปยังแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างมีจุดหมาย
วิทยุเครื่องใหม่เอี่ยมเรียงรายอยู่บนชั้นวาง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือโทรทัศน์หลายเครื่องที่วางอยู่ตรงกลาง ตัวเครื่องเป็นเงาวับ ดึงดูดให้ผู้คนไม่น้อยมายืนมุงดูอยู่ข้าง ๆ
เจียงอู๋โยวมองโทรทัศน์เครื่องที่อยู่ตรงกลาง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
พนักงานขายเดินเข้ามาหา แล้วถามตามหน้าที่ว่า “ทั้งสองท่านอยากสอบถามรายละเอียดดูไหมคะ?”
