เธอเองก็รู้ดีว่า พอเห็นของที่ชอบก็อดซื้อไม่ได้ แต่เธอห้ามใจตัวเองไม่ไหวจริง ๆ
“คุณหมายถึงเรื่องที่ฉันซื้อแสตมป์ไปหลายชุดเมื่อวานเหรอ?”
หัวใจของเจียงอู๋โยวสะดุดไปจังหวะหนึ่ง เธอเงยหน้ามองเขาอย่างระแวดระวัง “เฉาเจิ้งเต๋อบอกคุณหมดแล้วเหรอ?”
เธอกุมมือเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย ในใจรู้สึกกระวนกระวาย กลัวว่าเสิ่นฉางเกิงจะคิดว่าเธอใช้เงินไม่รู้จักประมาณ
ถ้าเขาโกรธเรื่องนี้ เธอก็จะไม่แตะเงินเก็บส่วนกลางของบ้าน แล้วใช้แต่ค่าต้นฉบับที่ตัวเองหามาได้ซื้อของ
ถ้าขนาดซื้อของที่ชอบจริง ๆ ยังตัดสินใจเองไม่ได้ ต่อไปเงินของทั้งสองคนก็แยกกันดูแลไปเลยดีกว่า
เสิ่นฉางเกิงมองเธอ ทุกอารมณ์บนใบหน้าเธอแสดงออกมาอย่างชัดเจน เขาจึงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอแต่งเรื่องอะไรในใจไปแล้วบ้าง คงคิดว่าเขาจะคอยควบคุมการใช้เงินของเธอ
ถ้าเขาไม่รีบพูดความคิดของตัวเองออกมา ไม่แน่ว่าทั้งสองคนอาจทะเลาะกันจนแยกทางกันจริง ๆ
“ผมเคยคิดว่านี่เป็นเรื่องไม่ดีตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เงิน 200 หยวน สำหรับคนอื่นอาจเป็นเงินเดือนเกือบครึ่งปี แต่เราสองคนหาได้ภายในเดือนเดียว ระดับเงินเดือนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระดับการใช้จ่ายก็ย่อมไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเอาแนวคิดการใช้ชีวิตของคนอื่นมาบังคับตัวเอง”
เสิ่นฉางเกิงเห็นสีหน้าเธอคลายลง จึงพูดต่อว่า “อีกอย่าง หลังจากได้ยินเหล่าเฉาพูด ผมก็รู้สึกว่าภรรยาผมตาถึงมาก”
“ผมยังฝากเขาให้พี่อิ้งหงช่วยดูด้วย ว่ายังมีแสตมป์พิมพ์ซ้อนแบบแกะลายเงาอย่างนี้อีกไหม ถ้ามี เราซื้อเพิ่มอีกสักหลายชุด”
ดวงตาเจียงอู๋โยวพลันเป็นประกาย เธอแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ซื้อเพิ่มอีกหลายชุดเหรอ?!”
มุมปากเสิ่นฉางเกิงยกยิ้มน้อย ๆ แววตาสงบนิ่งและหนักแน่น ไม่เหมือนกำลังพูดเอาใจเธอไปอย่างนั้น
“อืม”
“ถึงผมจะยังไม่เคยเห็นแสตมป์พิมพ์ซ้อนแบบแกะลายเงากับตาตัวเอง แต่แสตมป์ที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบพิมพ์ภาพ ส่วนการพิมพ์ซ้อนแบบแกะลายเงานั้น หลายคนยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ”
