เสิ่นฉางเกิงรีบไปถึงร้านขายของชำตรงปากทางเข้าลานบ้าน
ลุงหลินยืนอยู่ข้างเคาน์เตอร์ หูโทรศัพท์วางอยู่ข้าง ๆ พอเห็นเขามาถึงก็พยักพเยิดไปทางโทรศัพท์ “รีบมารับสิ รอสักพักแล้ว”
“รบกวนลุงหลินแล้วครับ” เสิ่นฉางเกิงยกหูโทรศัพท์แนบหู “ฮัลโหล ผมเสิ่นฉางเกิงครับ”
เสียงพี่เฮยดังมาจากปลายสาย เขาถามด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “น้องเสิ่น กินมื้อเย็นหรือยัง?”
จากนั้นเสียงของพี่เฮยก็เบาลงมาก แม้จะอยู่คนละฝั่งของสายโทรศัพท์ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความระมัดระวังอยู่หลายส่วน “แถวนั้นมีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ ไหม?”
เสิ่นฉางเกิงกวาดตามองรอบร้านขายของชำ ด้านนอกเคาน์เตอร์ว่างเปล่า ลุงหลินเปิดม่านเข้าไปในห้องด้านในแล้ว เสียงวิทยุคร่ำครวญแว่วออกมา จึงไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วตอบใส่หูโทรศัพท์ว่า “ไม่มีครับ พูดได้เลย”
เสียงพี่เฮยลอดมาตามสาย ฟังดูตื่นเต้นอยู่หลายส่วน “ช่วงนี้พี่เจอช่องทางหาเงินอีกทางแล้ว พี่มีช่องทางทำเงิน จะลืมน้องชายตัวเองได้ยังไงล่ะ พอนึกขึ้นมาได้ คนแรกที่พี่คิดถึงก็คือนาย”
พี่เฮยยังคงพูดอยู่ในสาย ส่วนความคิดของเสิ่นฉางเกิงกลับหมุนเร็วจี๋
โรงงานเครื่องจักรของพวกเขากำลังพัฒนาตู้เย็นสำหรับใช้ในบ้าน ได้ยินว่าหลังปีใหม่ก็จะเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว
ตอนนี้ทางบ้านมีเงินเหลือเฟือก็จริง แต่เขายังจำได้เสมอว่าภรรยาอยากได้ตู้เย็นสักเครื่อง
พอมีตู้เย็น เกี๊ยวที่แม่ยายห่อไว้ก็แช่แข็งเก็บได้ แถมยังเก็บไอศกรีมได้ด้วย ภรรยาอยากกินเมื่อไรก็มีให้กินเมื่อนั้น
ถ้าตอนนี้หาเงินเพิ่มได้อีกหน่อย พอหลังปีใหม่ซื้อเครื่องตู้เย็นกลับมา ฐานะทางการเงินของครอบครัวก็จะไม่ตึงมือขึ้นมาทันที
ภรรยาจะได้เขียนนิยายโดยไม่ต้องกังวลอะไรด้วย
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา แต่เขาไม่ได้ตอบตกลงกับพี่เฮยในทันที น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง “ช่องทางหาเงินที่ว่าคืออะไรครับ?”
