บทที่ 7 เด็กสี่ขวบแกล้งล้มขวางรถทหาร แผนนี้ล้ำไปถึงชั้นบรรยากาศ
ถูซานเหยาลืมตาขึ้น ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา
“ถึงแล้ว”
เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากที่นั่งทันที เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อแผ่นแป้งข้าวโพดที่เหลือครึ่งแผ่นกับกลีบส้มที่ยังกินไม่หมด แล้วเก็บใส่ห่อผ้าของแม่อย่างคล่องแคล่ว ราวกับเป็นคนทำงานมาสิบปี
จากนั้นก็หันกลับมา ยื่นมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างออกไป
“แม่ ผมช่วยพยุงนะ”
ถูซานเหยามองมือคู่นั้น มุมปากขยับเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เธอกุมมือลูกไว้ แล้วพยุงตัวลุกขึ้น
ตู้โดยสารโคลงไปมา ร่างของเธอเซไปด้านข้าง แรงของเสี่ยวเป่าน้อยนิดเกินกว่าจะประคองไหว แต่เขากลับกำมือนิ้วของแม่ไว้แน่น ขาสั้น ๆ สองข้างออกแรงยันพื้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ยอมปล่อยมือ
ถูซานเหยาทรงตัวได้แล้ว
“ไปกันเถอะ” เธอยกห่อผ้าบาง ๆ ขึ้น แล้วพาลูกขยับไปทางประตูรถไฟ
รถไฟแล่นเข้าสถานี ค่อย ๆ ลดความเร็ว เสียงล้อเสียดสีกับรางดังกรีดหู
ประตูเปิดออก ลมหนาวแห้งเย็นจากทางเหนือพัดกรูเข้ามา จนถูซานเหยาสำลักและไออีกครั้ง
เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากรถก่อน แล้วหันกลับมายื่นมือไปรับแม่
ถูซานเหยาเหยียบขั้นบันไดสูงลงมา ทันทีที่เท้าแตะชานชาลา ร่างทั้งร่างก็โงนเงน
เสี่ยวเป่าวัยสี่ขวบไม่มีทางรับผู้ใหญ่คนหนึ่งไหว แต่เขาก็พุ่งเข้าไปกอดขาแม่ไว้
“ไม่เป็นไร ๆ ยืนให้มั่นนะ” เขาเงยหน้าขึ้น ปลายจมูกแดงก่ำเพราะความหนาว
ถูซานเหยาจับไหล่ลูกไว้ พักหายใจครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองออกไปนอกชานชาลา
สถานีเล็ก ๆ สีหม่น มีตัวอักษรสีแดงชาดสามตัวเขียนไว้ว่า—
