ตอนที่ 4 สวีฉือชูใจร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
สวีฉือชูยกมือขึ้นขยี้หัวเขา พลางหยอกว่า “ต่อหน้าแม่ยังเขินอีกเหรอ มานี่เร็ว มากินข้าวกัน กินเสร็จแล้วค่อยกลับไปแกล้งเป็นนกกระจอกเทศต่อ”
สวีจิ่งเหิงหน้าแดงหนักกว่าเดิม เขาโกรธจนเขิน “แม่~”
“จ้ะ ๆ ไม่พูดแล้ว” สวีฉือชูประคองเขานั่งลงบนโซฟา “แม่ตั้งใจซื้อซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานมาให้เลยนะ หลายปีขนาดนี้ ไม่รู้ว่ารสชาติที่ลูกชอบเปลี่ยนไปหรือเปล่า”
ในที่สุดสวีจิ่งเหิงก็เลิกปิดหน้า เขามองอาหารตรงหน้าที่มีเต็มโต๊ะ ใบหน้าที่เคยตึงเครียดตลอดเวลากลับอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน น้ำเสียงแฝงความสนิทสนมที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต
“ไม่เปลี่ยนนะครับ หลายปีขนาดนี้แม่ยังจำของชอบของผมได้”
“แน่นอนอยู่แล้ว ลูกคือสมบัติที่แม่เฝ้าคิดถึงตลอดน่ะสิ”
สวีฉือชูคีบกับข้าวให้พลางพูดจาหวาน ๆ เอาใจเขาไปด้วย
ชั่วขณะนั้นบรรยากาศอบอุ่นมาก
กินข้าวเสร็จแล้ว สวีฉือชูมองลูกชายที่พิงอยู่บนเตียงคนไข้ แล้วก็นึกถึงคุณหนูตัวจริงของตระกูลซ่งที่เธอส่งเข้าโรงพักไป ครู่หนึ่งก็มีอาการเหมือนอยากพูดแต่ก็ลังเล
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปาก สวีจิ่งเหิงก็พูดก่อน
“แม่ครับ หลายปีมานี้แม่ไปอยู่ที่ไหนกันแน่ พวกเราหากันตั้งนานก็หาแม่ไม่เจอ”
สวีฉือชูเตรียมข้ออ้างไว้แล้ว “ตอนแม่ไปแม่ทิ้งจดหมายไว้ให้พวกลูกไม่ใช่เหรอ เพื่อนพาแม่ไปรักษาที่สถาบันวิจัยลับแห่งหนึ่ง ตอนนี้หายดีแล้วก็เลยกลับมา”
สวีจิ่งเหิงเม้มปาก ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
ในเมืองไห่เฉิง ตระกูลสวีและตระกูลเจียงต่างก็เป็นตระกูลมหาเศรษฐีชั้นแนวหน้า ด้วยอิทธิพลของสองตระกูลนี้ หากต้องการสืบหาที่อยู่ของใครสักคน ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเบาะแสเลยสักนิด
แต่วันนั้นแม่ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่กล้องวงจรปิดรอบข้างก็ยังจับภาพร่องรอยอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว
สวีฉือชูเองก็บอกเขาตรง ๆ ไม่ได้หรอกว่าตัวเองถูกระบบพาเข้าไปในพื้นที่ระบบ
ปีนั้นเธอคลอดยาก ปางตาย ต้องพึ่งระบบใช้แต้มประคองชีวิตอย่างฝืดเค้น จากนั้นก็ตกอยู่ในอาการโคม่า
ระบบรู้สึกละอายใจ จึงทำตามคำแนะนำของเธอหลังจากยื่นขออัปเกรดแล้วก็เดินทางไปต่างโลก ผูกมัดโฮสต์คนใหม่ปลอมตัวเป็นเจ้าแม่ส่งบุตรเพื่อหาแต้ม
ด้วยวิธีนี้ มันใช้แต้มที่โฮสต์ปัจจุบันหาได้ มาประคองชีวิตของโฮสต์คนก่อนเอาไว้
เฉพาะตอนที่ระบบหาแต้มได้ เธอจึงจะมีโอกาสฟื้นคืนสติ ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาหลังจากหมดสติหลายเดือน โดยตื่นได้นานที่สุดสิบกว่าวัน ตื่นได้สั้นที่สุดแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ระบบรู้ว่านี่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ดังนั้นมันจึงประหยัดแต้ม โดยนำร่างของสวีฉือชูเก็บเข้าไปในพื้นที่ระบบ
รอมันสะสมแต้มพอแล้ว ก็ซื้อยาโอสถชุบชีวิตเธอขึ้นมาโดยตรง
คาดไม่ถึงว่าพริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบสามปีแล้ว
สวีฉือชูไม่อยากคุยหัวข้อนี้กับลูกชายอีก เธอจึงถามว่า “ลูกกับสองคุณหนูจริงปลอมของตระกูลซ่งนั่นมันเรื่องอะไรกันแน่”
เธออยากรู้ว่าพวกเขามีความรู้สึกให้กันบ้างไหม
พูดจริง ๆ นะ จากนิยายเรื่องนั้นเธอไม่เห็นเลยว่าพระเอกมีใจให้กับนางเอก แม้แต่ช่วงที่ตามง้อเธอก็รู้สึกแค่ว่าขอไปที
พระเอกก็แค่ตากฝนสองสามครั้ง พูดคำอ่อนหวานไม่กี่คำ สุดท้ายนางเอกก็ใจอ่อนกลับไป
เธอไม่เห็นใจของลูกชายที่มีต่อนางเอกเลย กลับรู้สึกว่าเขาเหมือน...ยอมจำนน
ใช่แล้ว มันคือการยอมจำนนแบบไม่มีทางเลือก
สวีจิ่งเหิงได้ฟังประโยคนี้ ในสมองก็นึกถึงผู้หญิงที่ตามตื๊อเขามาสองปีนั้น พอคิดว่าเธอกลับลงยากับเขา เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
“ผมไม่ชอบพวกเธอ”
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ มองสีหน้าแม่ด้วยความระแวดระวัง แล้วถามว่า “แม่อยากให้ผมแต่งงานกับลูกสาวตระกูลซ่งเหรอครับ”
เขารู้ที่มาที่ไปของคู่หมั้นเด็กน้อยนี้ ได้ยินว่าตอนนั้นเป็นแม่กับคุณป้าเหอหว่านกำหนดกันไว้ อย่างนั้นแม่จะอยากให้เขาผูกสัมพันธ์กับตระกูลซ่งไหม
เห็นลูกชายมีท่าทีเช่นนี้ สวีฉือชูเหมือนจะเข้าใจ
เขาไม่ชอบ แต่ถ้าแม่ชอบ เขาก็ยอมลำบากใจตัวเอง ยอมประนีประนอม
สวีฉือชูเอ็นดูเขาอยู่ในใจพลางขยี้หัวเขาเบา ๆ
“ถวนถวนของแม่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นเด็กดีขนาดนี้ก็ได้” สวีฉือชูน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคง “ลูกไม่ชอบใครก็ไม่มีใครบังคับลูกได้หรอก ต่อให้เป็นแม่ก็ไม่ได้”
สวีจิ่งเหิงใจเต้นระรัว ศีรษะของเขาโยกไปมาตามแรงขยี้ ขมวดคิ้วอยากจะหลบ แต่ก็ฝืนใจไม่ขยับ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่มีใครบังคับเขาได้งั้นเหรอ
สวีฉือชูนึกถึงการตั้งค่าพระเอกในหนังสือ
ในนิยายแนวนี้ พระเอกมักจะมีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล รูปร่างหน้าตา ความสามารถ เหมือนกับว่าต้องเป็นแบบนี้ถึงจะคู่ควรกับนางเอกได้
ลูกชายของเธอเก่งรอบด้านจริง ๆ อายุยังน้อยก็สอบข้ามชั้นมาเรื่อย ๆ พึ่งอายุสิบแปดก็มาเป็นประธานของตระกูลสวี ในอนาคตยังได้รับสืบทอดตระกูลเจียงอีก ดูภายนอกก็สมบูรณ์แบบ
แต่นิยายแนวพระเอกทรมานนางเอกแบบนี้ โดยมากพระเอกมักจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่เข้าใจความรัก ไม่รู้จักรัก ดังนั้นถึงทำให้นางเอกต้องเจ็บช้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
โชคดีที่ลูกชายของเธอได้รับการอบรมมาดี พลิกดูนิยายเรื่องนั้นตลอดทั้งเรื่อง ลูกชายของเธอแม้จะรังเกียจนางเอก แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องอย่างการควักหัวใจควักตับที่ผิดกฎหมายเลย แค่หลังจากปฏิเสธนางเอกแล้ว ก็ยิ่งทำตัวเย็นชากับเธอมากขึ้น
สำหรับนางเอก นี่คือการปฏิบัติต่อเธอแบบเย็นชารุนแรง และก้อนน้ำแข็งที่อบหลายปีก็ไม่ร้อนขึ้นนี้เองที่ทำให้เธอเลือกยอมแพ้
สวีฉือชูยากจะเชื่อมโยงภาพลักษณ์พระเอกในนิยายเรื่องนั้นเข้ากับเจ้าขนมตัวน้อยในความทรงจำของเธอได้
ตามหลักแล้ว ต่อให้ไม่มีแม่อย่างเธอ ในครอบครัวก็ยังมีผู้ใหญ่หลายคน ต้องเผชิญหน้ากับทายาทที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านไม่ถึงกับตามใจก็เถอะ แต่ก็ไม่น่าจะทำให้เขาไม่รู้สึกถึงความรักเลยนี่นา
สวีฉือชูถอนหายใจ “ที่ว่าเป็นคู่หมั้นน่ะ ไม่เคยมีจริง ๆ หรอก มันคือตระกูลซ่งใช้ชื่อของแม่มาหลอกลวงน่ะ ลูกไม่ต้องไปใส่ใจ”
คิด ๆ แล้ว เธอพูดต่อว่า “เมื่อกี้แม่แจ้งความแล้วนะ ช่วงนี้ สาวใช้ยาหมายของตระกูลซ่งนั่นคงถูกจับไปแล้วแหละ ลูกคงไม่ใจอ่อนเสียดายใช่ไหม”
สวีจิ่งเหิงอึ้งไป คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพลิกไปแบบนี้
ทันใดนั้นในใจเขาก็พลุ่งพล่านด้วยความอบอุ่น “ผมไม่เสียดาย นั่นเธอสมควรได้รับโทษ”
.
ตระกูลซ่ง
ในตอนที่เห็นตำรวจมาถึงหน้าประตู ทั้งตระกูลซ่งก็ลนลานกันไปหมด
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าสวีฉือชูจะใจร้ายถึงเพียงนี้จริง ๆ
เดิมทีนึกว่าเห็นแก่หน้าเหอหว่าน สวีฉือชูไม่ว่าไว้ชีวิตพวกเขา อย่างน้อยก็คงยกโทษให้ง่าย ๆ ใครจะรู้ว่าเธอกลับแจ้งความทันที
ซ่งรั่วรั่วถูกใส่กุญแจมือ น้ำตาคลอเบ้ามองพ่อแม่ พูดจาตะกุกตะกัก “พ่อคะ แม่คะ ช่วยหนูด้วย หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ หนูแค่รักพี่จิ่งเหิงมากเกินไป ช่วยหนูด้วย หนูไม่อยากถูกจับ"
ซ่งเฟิงสีหน้าคล้ำเครียด เขาไม่ใช่เป็นห่วงลูกสาวตัวนี้ แต่เป็นห่วงว่ามีเรื่องแบบนี้ที่บ้านจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้ยังไปล่วงเกินตระกูลสวี ถ้าคนในแวดวงรู้เข้า แล้วจะมีบ้านไหนยอมร่วมมือด้วยอีก
เขาด่าในใจอยู่คำหนึ่ง ของไม่ได้เรื่องจริง ๆ
แม้แต่การวางยาก็ยังทำไม่สำเร็จ
ซ่งเหมี่ยวเหมี่ยวกลับแอบกระหยิ่มใจไม่น้อย หากซ่งรั่วรั่วถูกจับไปจริง ๆ งั้นทุกอย่างในบ้าน รวมถึงพี่จิ่งเหิง ก็จะกลายเป็นของเธอทั้งหมดไม่ใช่เหรอ
เหอหว่านเองก็สีหน้าคล้ำเครียดเช่นกัน เธอรู้มาตั้งนานแล้วว่าสวีฉือชูหญิงชั่วนั่นไม่ได้เห็นเธอเป็นเพื่อน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ชอบทำตัวสูงส่ง ตอนนี้ยิ่งไม่เห็นแก่หน้าเธอเลยสักนิด ไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา
ยิ่งคิดในใจเธอก็ยิ่งโมโห ส่วนลูกสาวที่ถูกจับไปนั่นก็ไม่ได้ชายตามองเลยแม้แต่น้อย
ซ่งเฟิงมองดูนาง เสียงอัดอั้นด้วยความเดือดดาล “เธอสนิทกับคุณย่าตระกูลเจียงไม่ใช่เหรอ เธอไปที่ตระกูลเจียงขอร้องคุณย่าที ถ้าคุณย่าเจียงสั่งมา ข้าก็ไม่เชื่อว่าสวีฉือชูจะกล้าทำตามใจตัวเองอีก”