บทที่ 3 ไม่เจอกันนาน ถวนถวนจำแม่ไม่ได้แล้วเหรอ?
ในห้องพักผู้ป่วยวีไอพี สวีจิ่งเหิงนอนสงบบนเตียง หลังมือมีสายน้ำเกลือพ่วงอยู่ แผลที่แขนก็ถูกพันแผลเรียบร้อย ร่างทั้งร่างหลับตานิ่งเงียบ ดูอ่อนโยนและว่านอนสอนง่าย
ไม่เหมือนกับท่านประธานจอมเย็นชาที่เอาแต่ใจในนิยายพัง ๆ เล่มนั้นเลยสักนิด!
สวีฉือชูจ้องมองเขาอย่างเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง จากใบหน้ายามหลับไหล เธอมองเห็นเงาเล็กน้อยของยามเด็ก
ใบหน้ายังคงมีความเป็นหนุ่มที่ไม่ทันจางหายไปหมด แต่เส้นกรามกลับคมขึ้นทุกที ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างเด็กหนุ่มกับชายหนุ่ม เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในตัวเขา
กลับทำให้เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงเจียงลี่ผู้เป็นพ่อของเขา
เจียงลี่ตอนสิบแปดก็เป็นแบบนี้ต่อหน้าเธอเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ถูกเขาดึงดูด ถึงขั้นลงทุนบังคับคว้ามา!
คิดถึงตรงนี้ คิ้วและตาของเธอก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มุมปากยกเป็นเส้นโค้งตื้น ๆ
ทันใดนั้น ชายในชุดสูทคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาเห็นสวีฉือชูที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ดวงตาฉายแววประทับใจในความงาม หลังจากนั้นก็เข้ามาทักทายว่า
“สวัสดีครับ ผมเป็นผู้ช่วยพิเศษของคุณสวี นามสกุลลี่ ไม่ทราบว่าคุณคือ...”
สวีฉือชูลุกขึ้น ตอบกลับว่า “ฉันเป็นแม่ของสวีจิ่งเหิง”
พูดจบ ในห้องผู้ป่วยก็เงียบกริบราวกับความตาย
ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังด่าคนต่อหน้าเลยล่ะ?
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร ผู้ช่วยลี่ก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว “คุณคือภรรยาที่หายตัวไปหลายปีงั้นเหรอครับ?”
สวีฉือชูโยนความรู้สึกเก้อเขินนั้นทิ้งไปทันที พยักหน้าตอบ “ใช่ ฉันเอง”
แม้ผู้ช่วยลี่จะประหลาดใจ แต่เรื่องครอบครัวของท่านประธานเขาก็ไม่สะดวกถามมาก
ทั้งสองพูดคุยกันสั้น ๆ แล้วสวีฉือชูก็เข้าใจภาพรวมของลูกชายคนรองได้คร่าว ๆ
หลังจากคนนั้นไปแล้ว เธอก็ถือโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่มีคนส่งมาให้ตามคำสั่งของผู้ช่วยลี่มาศึกษาอย่างละเอียด
เธอจากโลกนี้ไปสิบสามปีแล้ว ค่อย ๆ ล้าหลังสังคม และโทรศัพท์มือถือก็เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่เธอจะเข้าใจโลกนี้
เธอต้องปรับตัวให้ได้โดยเร็วที่สุด ถึงจะมีโอกาสกลับไปที่ห้องทดลองอีกครั้ง
เธอคิดถึง “ลูกชายทั้งสิบสาม” ที่เธอเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟ สายเลือดค่อย ๆ เดือดพล่าน ในใจค่อย ๆ ก่อเกิดความคิดที่กล้าบ้าบิ่นยิ่งกว่า
ฟ้าเริ่มมืดลง สวีฉือชูเล่นโทรศัพท์มาหลายชั่วโมงแล้ว ร่างกายก็แข็งไปหมด
เธอลุกขึ้นขยับหัวไหล่สองที เหลือบมองลูกชายที่ยังหลับไหลอยู่บนเตียง ในใจอ่อนโยนไปชั่วขณะ
เธอกำชับพี่เลี้ยงที่อยู่ข้าง ๆ “ฉันจะออกไปซื้อข้าวเย็น คุณช่วยเฝ้าเขาให้ด้วย ถ้ามีอะไรก็โทรหาฉัน”
พี่เลี้ยงพยักหน้าทันที “ค่ะ”
สวีฉือชูเดินออกจากห้องผู้ป่วย เธอเดินทอดน่องเรื่อย ๆ แต่ปลายนิ้วก็กดเบอร์ที่คุ้นเคยยิ่งนั้นลงไป
“สวัสดี 110 เหรอคะ? ฉันจะแจ้งความ มีคนวางยาลูกชายของฉัน พยายามล่วงละเมิดเขา”
.
หลังจากสวีฉือชูจากไปไม่นาน ขนตาของเด็กหนุ่มบนเตียงก็กระพือเบา ๆ
เขากระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความเคลิบเคลิ้ม ยังมีอาการมึนงงที่เพิ่งตื่นจากสลบ สติที่กระเจิดกระเจิงค่อย ๆ กลับคืนมา ความทรงจำที่ยุ่งเหยิงก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
เครื่องดื่มในงานเลี้ยงนั่น การที่ร่างกายค่อย ๆ อ่อนเปลี้ย มีคนดึงแขนเขาไว้ที่ทางเดิน สุดท้ายก็ถูกผลักล้มลงบนเตียงนุ่ม ๆ...
ภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นในหัวอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดเขาได้ยินเสียงแม่ คนนั้นกอดเขาไว้แน่น
เขาได้ยินเสียงแม่ที่เถียงกับคนอื่นเพื่อปกป้องเขา
และก็ได้ยินเสียงปลอบโยนอ่อนหวานของแม่
“ไม่ต้องกลัว แม่อยู่ด้วย...”
ประโยคนั้นเหมือนเข็มเล่มหนึ่ง แทงเข้าไปในที่อ่อนไหวในใจเขาอย่างแรง
“ท่านประธานสวีตื่นแล้วเหรอครับ?” พี่เลี้ยงที่เฝ้าอยู่ข้าง ๆ รีบลุกขึ้นยืน มือไม้พันกันไปกดกริ่งเรียก “คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ? มึนหัวไหม? หิวน้ำหรือเปล่า? คุณหมอจะ...”
“หุบปาก” สวีจิ่งเหิงเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไม่บดบังกลิ่นอายของคนเหนือคนที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เขาพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง แต่ดันไปเกี่ยวกับแผลโดยไม่ระวัง แล้วก็ล้มลงไปอีก
พี่เลี้ยงเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยเหลือ ปรับเตียงขึ้นให้เขาพิงนั่งได้สบาย ๆ
“...ใครส่งผมมาโรงพยาบาล?” เขาถาม น้ำเสียงพยายามทำเป็นเรียบ ๆ แต่นิ้วมือที่เห็นข้อชัด ๆ กลับกำผ้าปูเตียงสีขาวข้างใต้แน่น ดวงตาเผยความคาดหวังที่แทบมองไม่เห็นแวบหนึ่ง
พี่เลี้ยงมีสีหน้าประหลาดนิด ๆ “เป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งครับ เธออ้างว่าเป็นแม่ของคุณ...”
ใบหน้าที่ตึงเครียดของสวีจิ่งเหิงแข็งค้างไปทันที ตอนที่เขากำลังจะพูด ประตูด้านนอกก็มีเสียงดังขึ้น
เงาร่างหนึ่งที่เขาคิดถึงทั้งวันทั้งคืนก็เดินเข้ามาช้า ๆ เสียงยังคงคุ้นเคยเหมือนเดิม
“ถวนถวนตื่นแล้วเหรอ มาให้แม่ดูเร็ว มีตรงไหนไม่สบายอีกไหม?”
สวีจิ่งเหิงสงสัยว่าตัวเองกำลังฝัน
เขามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย เธอถือกล่องข้าวในมือ บนใบหน้ามีรอยยิ้ม ทุกท่วงท่าเหมือนกับแม่ในความทรงจำไม่มีผิด
เขาขยับริมฝีปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอนึกจะพูดก็กลืนกลับไป
ตอนนี้ หมอก็เดินเข้ามา เตรียมตรวจร่างกายให้เขา
สวีจิ่งเหิงยังคงเหม่อลอย หมอให้ทำอะไรก็ทำ ว่านอนสอนง่ายผิดปกติ เพียงแต่สายตากลับควบคุมไม่ได้ที่จะเกาะติดอยู่ที่ตัวแม่ ไม่ยอมละไปไหนแม้แต่น้อย
ดูท่าทางงง ๆ เอ๋อ ๆ อย่างนี้ จะหลงเหลือเค้าลางของท่านประธานจอมเผด็จการได้อย่างไร?
หลังจากหมอออกไปแล้ว สวีฉือชูก็จัดอาหารที่ห่อกลับมาให้เรียบร้อย ถึงได้เรียกสวีจิ่งเหิงว่า “ถวนถวนมานี่เร็วมากินข้าว นอนมาหลายชั่วโมงแล้ว นี่คงหิวแล้วใช่ไหม?”
ได้ยินชื่อเล่นที่คุ้นเคยนี้ หูของสวีจิ่งเหิงก็แดงขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
เขาโตขนาดนี้แล้ว ไม่ให้คนที่บ้านเรียกชื่อเล่นเขามานานแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม สองคำนี้ที่ออกจากปากแม่ เขากลับรู้สึกเพียงความหวานชื่นในใจ แอบเสียดายนิด ๆ ที่แม่ไม่ยอมเปลี่ยน
เขาลองเรียกดู “แม่?”
สวีฉือชูส่งยิ้มกว้างใหญ่ให้ เอามือบีบแก้มเขา “ไม่เจอกันนาน ถวนถวนจำแม่ไม่ได้แล้วเหรอ?”
จู่ ๆ ขอบตาของสวีจิ่งเหิงก็แสบขึ้นมา
ตัวเขาที่ปกติสุขุมและมีเหตุผล เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ ในใจกลับพรั่งพรูความรู้สึกน้อยใจที่ยากจะเอ่ยออกมาโดยไร้สาเหตุ แต่ก็ไม่รู้จะเปิดปากอย่างไร
“คุณ จะไปอีกไหม?”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่บนหน้ากลับฝืนทำเป็นเย็นชาเฉยเมยเหมือนทุกวัน
สวีฉือชูมองท่าทางเขาในใจกลัวแทบตาย แต่ต้องแกล้งทำเป็นไม่แยแสอย่างไรอย่างนั้น หัวใจเหมือนถูกใครบีบอย่างแรง
เธอยื่นนิ้วก้อยออกมา เหมือนตอนเด็ก ๆ “ไม่ไปแล้ว เราเกี่ยวก้อยสัญญากัน”
สวีจิ่งเหิงก้มหน้ามองนิ้วนั่น เงียบอยู่สองวินาที ก็กลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไม่อยู่อีกต่อไป
เขาสวมกอดเอวแม่แน่นทันที น้ำเสียงเจือสะอื้น “แม่!”
เด็กหนุ่มสิบแปดปี คนนอกประเมินว่า “เป็นผู้ใหญ่เกินวัย ใช้ไม้แข็งได้เฉียบขาด” ท่านประธานตระกูลสวี ณ เวลานี้ ซบลงในอกแม่ ร้องไห้เหมือนเด็กที่ยังไม่หย่านม
เขากลั้นไม่ให้มีเสียง แต่หยาดน้ำตากลับทำให้เสื้อของเธอเปียกชื้น
สวีฉือชูรับรู้ถึงร่างลูกชายที่สั่นน้อย ๆ ในอก กลั้นไม่อยู่จนขอบตาแดง
เธอลูบหลังเขาเบา ๆ เหมือนตอนเด็ก ๆ ทีละที ทีละที ด้วยความหมายปลอบโยน
หลังจากอารมณ์สงบลงแล้ว สวีจิ่งเหิงถึงได้รู้สึกตัวทีหลังว่าตัวเองทำอะไรลงไป
เขายกมือขึ้นปิดหน้า อายชะมัด!
เขาโตปานนี้แล้วทำไมถึงยังเหมือนเด็ก ๆ เข้าไปร้องไห้ใส่อกแม่ได้นะ