*
“อืม...”
นางครางออกมาอย่างไม่สบายตัว ก่อนจะรู้สึกถึงบทลงโทษเป็นรอยกัดเบา ๆ บนริมฝีปาก
นางขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย สติยังพร่าเลือน แต่สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังกอดนางไว้แน่น
ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดติ่งหูอันอ่อนไหว
“คืนนี้เรารออาอู้ตั้งนาน เหตุใดอาอู้จึงไม่มาพบเรา?”
เสียงทุ้มต่ำของฉีอวี้ดังขึ้นท่ามกลางความมืดสนิท อยู่ใกล้มากจนแทบชิดข้างหู
นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น อาศัยแสงจันทร์จึงพอมองเห็นได้ชัดขึ้นบ้าง
ไม่รู้ว่าฉีอวี้ขึ้นมานอนบนเตียงของนางตั้งแต่เมื่อใด ทั้งยังกอดนางไว้ในอ้อมแขน!
“ฝะ...ฝ่าบาท!”
ความง่วงงุนของหยุนอู้มลายหายไปกว่าครึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาของฉีอวี้อยู่ตรงหน้า ในห้องมืดสนิทเช่นนี้นางมองสีหน้าเขาไม่ถนัดนัก
“ฝ่าบาทเข้ามาได้อย่างไรเพคะ?”
นางจงใจลดเสียงลง กลัวว่าจะมีใครเดินผ่านด้านนอกแล้วได้ยินเข้า
“นางกำนัลที่เฝ้ายามหน้าประตูถูกวางยาให้สลบแล้ว อาอู้ไม่ต้องกังวล”
ฉีอวี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ หยุนอู้ที่ตอนแรกหวาดผวาค่อย ๆ สงบใจลงได้บ้าง นางจำต้องเอนพิงแผงอกเขาอย่างว่าง่าย
“ก่อนเรากลับเมืองหลวง เราเขียนไว้ในจดหมายถึงอาอู้แล้วว่าคืนนี้เราจะรอเจ้าที่หอชมจันทร์...อาอู้คงไม่ได้อ่านจดหมายที่เราส่งไปสินะ?”
น้ำเสียงของฉีอวี้ฟังดูแผ่วเบา ไม่หนักไม่เบา ทว่าพอตกกระทบหูหยุนอู้ ร่างของนางกลับเกร็งขึ้นมาทันที
ตอนนั้นนางอ่านจดหมายฉบับแรกที่ฉีอวี้ส่งมาเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่เคยอ่านอีกเลย ถึงขั้นเผาจดหมายทิ้งทันทีทุกครั้ง
เพราะเนื้อหาในจดหมายเหล่านั้นมีแต่ถ้อยคำชวนให้คนหน้าแดงทั้งนั้น...
“เราควรลงโทษอาอู้อย่างไรดีนะ...”
