*
หยุนอู้รู้สึกราวกับตนเองฝันไปนานแสนนาน นางหลับใหลอยู่เนิ่นนานกว่าจะค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
ยามนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ขณะที่นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภายในตำหนักบรรทมก็จุดโคมเทียนไว้เรียบร้อย
ฉีอวี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง อุ้มทารกที่ห่ออยู่ในผ้าอ้อมไว้ในอ้อมแขน พลันเห็นนางฟื้นขึ้นมา
“อาอู้!”
สีหน้าของเขาตื่นเต้นอยู่บ้าง อุ้มเด็กน้อยพลางโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาราวกับมีประกายแสง
หยุนอู้กะพริบดวงตาที่พร่าเลือนเพราะความง่วงอย่างเหนื่อยล้า ความทรงจำของนางยังคงหยุดอยู่ตรงที่ฉีอวี้กระซิบข่มขู่นางสารพัดข้างหู
จากนั้นนางก็รวบรวมกำลังทั้งหมดคลอดบุตรออกมา แล้วหมดสติไปเพราะเหนื่อยล้า
“เจ้าหลับไปเกือบทั้งวันแล้ว หิวหรือไม่? เราให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว”
ฉีอวี้เอ่ยเสียงอ่อนโยน ขณะอุ้มทารกน้อยที่ยังยับย่นอยู่ในอ้อมแขน
หยุนอู้ส่ายหน้า สีหน้ากลับมามีเลือดฝาดแล้ว ใบหน้างดงามขาวผ่องไร้เครื่องประทินโฉม ดวงตาชุ่มฉ่ำจับจ้องเด็กน้อยในอ้อมแขนฉีอวี้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน
นั่นคือลูกของนางกับฉีอวี้
“อาอู้ รีบดูเหิงเอ๋อร์ของพวกเราสิ”
ฉีอวี้วางเด็กลงข้างกายนางทันที หยุนอู้เพียงนอนตะแคงเล็กน้อยก็เห็นก้อนกลมจ้อยที่กำลังหลับอยู่เช่นกัน
หยุนอู้ยื่นมือไปเลิกผ้าห่อตัวที่บดบังสายตาออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเจ้าก้อนน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ข้างใน
“เหิงเอ๋อร์?”
“เจ้านอนนานเกินไป เรารอไม่ไหวจริง ๆ จึงอดใจตั้งชื่อให้เขาไม่ได้ เรียกฉีเหิง ดีหรือไม่?”
ฉีอวี้ถามอย่างกระตือรือร้น ขณะที่อุ้มเด็กน้อยไว้ ร่างทั้งร่างของเขาสั่นเทาไปหมด
คงเพราะเพิ่งเป็นบิดาครั้งแรก เขาจึงรีบประกาศการประสูติขององค์ชายไปทั่วหล้า ระหว่างเฝ้าอยู่ข้างกายหยุนอู้ก็พลิกตำราโบราณเพื่อตั้งชื่อให้ลูก แม้แต่ประชุมว่าราชการยามเช้าก็ยังไม่ได้ไป
หยุนอู้ไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพียงพยักหน้าอย่างขอไปทีแล้วตั้งใจมองบุตรชายที่นางคลอดออกมาอย่างยากลำบาก
