*
หยุนอู้ออกเสียง “จึ๊” ก่อนจะนึกเสียใจขึ้นมา จึงแอบมองลู่จิ้งจืออย่างระแวดระวัง นางนึกว่าเขาจะหัวเราะเยาะ ที่ไหนได้เขากลับทำสีหน้าเป็นปกติ อุ้มนางพาดบ่าเดินไปยังตำหนักหลัก
ทั้งสองนั่งประจันหน้ากันที่โต๊ะอาหารในตำหนักหลัก ไม่นานชิงหลัวก็นำคนจากห้องเครื่องยกอาหารเช้ามาจัดวาง
หยุนอู้มองอาหารตรงหน้าด้วยความสงสัยใคร่รู้ อาหารของโลกมนุษย์ช่างแตกต่างจากของในทะเลที่พวกนางกินกันเหลือเกิน
ชิงหลัววางตะเกียบไม้ไว้ตรงหน้าหยุนอู้ จากนั้นก็ยืนรออยู่ด้านข้าง คอยคีบอาหารให้
หยุนอู้มองตะเกียบคู่นั้นอย่างลำบากใจ นางพอจำได้ว่าเคยเห็นมนุษย์บนฝั่งถือของแบบนี้กินอาหาร มันเป็นเครื่องมือสำหรับกินข้าว
แต่เธอใช้ไม่ค่อยเป็น...
“เจ้าออกไปก่อน”
ลู่จิ้งจือเอ่ย ชิงหลัวก้มคำนับแล้วถอยออกไปพร้อมสาวใช้สองคน
ในตำหนักเหลือเพียงหยุนอู้กับลู่จิ้งจือ เขาเงียบงันพลางหยิบตะเกียบไม้ขึ้นมา
จากนั้นก็จับมือเรียวบางของหยุนอู้อย่างเป็นธรรมชาติ วางตะเกียบลงในมือ แล้วค่อย ๆ ปรับท่าจับให้
“สิ่งใดที่ยังทำไม่เป็น ข้าจะสอนเจ้า ต้องรีบเรียนให้เป็น จะได้ไม่ถูกผู้อื่นจับพิรุธ”
เสียงของลู่จิ้งจือราบเรียบแต่ไพเราะอย่างยิ่ง เขาค่อย ๆ ปรับท่าจับตะเกียบของหยุนอู้อย่างอดทน
ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล เขาอดมองนิ้วมือขาวผ่องราวกับต้นหอมของนางอีกสองครั้งไม่ได้ ทั้งขาวสะอาดและนุ่มนิ่ม
ดูน่ากินไม่เบา...
ลู่จิ้งจือชักมือกลับอย่างเงียบงัน ก่อนจะสาธิตการใช้ตะเกียบให้หยุนอู้ดูหนึ่งรอบ แล้วคีบปลาตัวเล็กตากแห้งอันเป็นของขึ้นชื่อของเมืองเหลียงโจวใส่ชามให้นาง ใช้กินคู่กับโจ๊กขาวรสอ่อน
