*
แม้กู้หวนจือจะใช้โซ่เหล็กล่ามข้อเท้าขวาของหยุนอู้ไว้ แต่ก็ยังอนุญาตให้นางออกจากตำหนักไปเดินเล่นภายในจวนแม่ทัพได้เป็นครั้งคราว
วันนี้อากาศดี ฝูหลิงจึงประคองหยุนอู้ออกจากตำหนัก นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่หยุนอู้ได้ออกมาข้างนอก เพียงแต่เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว ข้อเท้าของนางยังคงสวมปลอกโซ่อันหนักอึ้งอยู่
“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ”
บ่าวรับใช้ที่เดินผ่านต่างก้มหน้าคารวะ ไม่มีใครกล้าเสียมารยาทเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินผู้เลอโฉมของพวกเขาแม้แต่คนเดียว
หยุนอู้ได้ยินพวกเขาเรียกตนว่าฮูหยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็รู้สึกขัดหูอย่างยิ่ง นางลากปลอกโซ่หนักอึ้งที่ข้อเท้าเดินอย่างเชื่องช้า ออกจากระเบียงยาวหน้าตำหนักแล้วค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า
ฝูหลิงเอ่ยว่า “บ่าวประคองท่านไปนั่งพักที่สระบัวดีไหมเจ้าคะ”
“ถึงอย่างไรก็ออกจากจวนแม่ทัพไปไหนไม่ได้ จะไปที่ใดแล้วต่างกันตรงไหน”
หยุนอู้เอ่ยเสียงเบา ดวงตาคู่งามชุ่มฉ่ำมีแววหม่นหมองอยู่หลายส่วน พันธนาการหนักอึ้งที่ข้อเท้าบ่งบอกสภาพของนางในยามนี้ได้อย่างชัดเจน
ฝูหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง อยากเอ่ยถ้อยคำปลอบใจแต่กลับพูดไม่ออก จึงได้แต่เงียบงันแล้วประคองหยุนอู้ไปยังสระบัวซึ่งอยู่ไม่ไกล
ทว่ายังไม่ทันเดินไปถึงศาลาริมสระบัว ก็พบแขกที่ไม่ได้รับเชิญเสียก่อน
หยุนอู้มองเวินอี๋ นางเอกของเรื่องที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็หลุบตาลงและยอบกายคำนับพร้อมกับฝูหลิง
เวินอี๋เพิ่งไปพบกู้หวนจือมา ไม่ว่านางจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขาที่จะแต่งงานกับหญิงผู้นั้นได้ เวินอี๋จนปัญญา จึงได้แต่หารือแผนรับมือใหม่ ระหว่างเดินกลับมาก็บังเอิญพบหยุนอู้เข้า
