*
“ผู้น้อยเห็นว่าควรกำจัดเสีย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา”
“องค์รัชทายาทไม่ต้องกังวล กระต่ายน้อยปีศาจอยู่ในตำหนักของข้า ข้าจะคอยดูแลเอง ย่อมไม่เป็นอย่างที่องค์รัชทายาทกล่าวแน่นอน”
น้ำเสียงของฉีเหยียนราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง เมื่อเหวินจิ่งเห็นเช่นนั้นก็ทำได้เพียงก้มศีรษะ ประสานมือคารวะ ไม่กล่าวอะไรต่อ
แต่ตอนเดินออกจากท้องพระโรง เขาก็ยังมีสีหน้ากังวลอยู่บ้าง ครู่หนึ่งไม่ทันได้มองพื้นกระเบื้องหินขาวใต้เท้า จึงเหยียบโดนบางอย่างเข้าเต็ม ๆ
เหวินจิ่งก้มลงมอง ที่แท้เป็นแครอตหัวหนึ่งหรือ?
“เดินยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือเลย! แครอตตั้งใหญ่ของข้าวางอยู่ข้างทางแท้ ๆ ยังมาเหยียบอาหารเย็นของข้าอีก!”
จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงนุ่มนิ่มแฝงความโกรธ แต่เมื่อเงยหน้ากวาดตามองรอบด้านกลับไม่เห็นใคร จึงขมวดคิ้วอย่างระแวดระวัง
“ผู้ใด?”
“มองไปทางไหนกัน? ราชากระต่ายอยู่นี่ ในแปลงดิน!”
เป็นเสียงของคนเมื่อครู่อีกครั้ง คราวนี้ฟังดูโกรธกว่าเดิมชัดเจน
เหวินจิ่งก้มหน้ามองไปทางต้นเสียง เห็นบริเวณหนึ่งตรงตำหนักบรรทมของจอมเทพที่เดิมเคยปลูกต้นไม้ กลับกลายเป็นแปลงผักตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
ดูเหมือนว่า...จะปลูกแครอตไว้
ในดินสีดำสนิท มีกระต่ายน้อยขาวอวบตัวหนึ่งกำลังถอนแครอตพลางจ้องมองเขา
หยุนอู้โกรธจริง ๆ เดิมทีนางแค่หิว จึงแปลงร่างเป็นกระต่ายแล้วมาถอนแครอตกินในแปลงตรงหน้าตำหนักบรรทม
นางเพิ่งถอนแครอตหัวเล็กที่ดูสดหวานที่สุดขึ้นมาได้ ยังปัดดินออกจนหมดแล้ววางไว้บนพื้นกระเบื้องหินขาว กำลังจะถอนหัวต่อไปอยู่แล้ว จู่ ๆ ก็เห็นชายคนหนึ่งเหยียบแครอตของนางเข้าให้
