*
หยุนอู้กับจือชิวนั่งหันหน้าเข้าหากัน จือชิวกุมมือหยุนอู้แน่น ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
“หลายวันนี้ฮูหยินสบายดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม...”
หยุนอู้ตอบเสียงหม่นหมอง แม้ฉีอวี้จะหวงแหนนางอย่างหนัก แต่ก็ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี นั่นยิ่งทำให้นางเป็นห่วงสถานการณ์ของลู่จื่ออิ๋น
ถึงแม้นางจะยังติดค้างใจกับเขา จึงไม่เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกัน แต่เขาก็เป็นสามีของนาง ทั้งยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้นางหนีออกจากเมืองหลวง
“จริงสิ แล้วท่านสามีล่ะเจ้าคะ เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ฮูหยินวางใจเถิด ใต้เท้าสบายดี เพียงแต่ตอนนี้ผู้คนทั่วเมืองหลวงต่างคิดว่าฮูหยินสิ้นใจแล้ว ใต้เท้ารู้ความจริงทุกอย่างแต่เปิดโปงไม่ได้ จึงกลัดกลุ้มใจมาตลอด...”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยุนอู้ก็เผยสีหน้าเศร้าสร้อย แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้ที่ฉีอวี้ไม่ได้ทำอะไรลู่จื่ออิ๋น
“แล้วท่านสามี...”
“อาอู้เรียกใครว่าสามีหรือ?”
เสียงเย็นเยียบเจือแววอำมหิตดังขึ้น หยุนอู้สะดุ้งไปทั้งตัว ก่อนจะเห็นฉีอวี้ก้าวฉับ ๆ เข้ามา ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เขาได้ยินไปมากเพียงใด
ใบหน้าหยุนอู้ซีดเผือด นางลุกขึ้นจากตั่ง ส่วนจือชิวยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ อย่างหวาดหวั่น
เฉาเฉวียนซึ่งติดตามฉีอวี้อยู่ด้านหลังรีบส่งสัญญาณให้จือชิว ออกไปพร้อมกับตน
จือชิวรีบมองหยุนอู้ หยุนอู้ฝืนข่มความหวาดหวั่นแล้วพยักหน้า จือชิวจึงจำต้องตามเฉาเฉวียนออกไปก่อน
ขณะที่หยุนอู้กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฉีอวี้คลายโทสะ
จู่ ๆ อารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป ดวงตาเย็นชาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับน้ำแข็งละลาย
“เราให้คนนำสาวใช้คนสนิทของเจ้ามาไว้ในวัง ให้คอยรับใช้เจ้าต่อ ดีใจหรือไม่?”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท...”
หยุนอู้เอ่ยอย่างฝืนใจ จากนั้นข้อมือก็ถูกมือเย็นเฉียบของฉีอวี้กุมไว้
เขาพานางไปนั่งบนตั่งนุ่ม ฝ่ามือใหญ่แข็งแรงยังคงโอบกุมมือเล็ก ๆ ของนางไว้
