*
กำแพงวังสีแดงและกระเบื้องหลังคาสีเหลืองอร่ามตระการตา ตำหนักสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ประตูทองสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายจับตา
เฉาเฉวียนนำลู่จื่ออิ๋นกับหยุนอู้ไปยังโถงด้านหน้าของตำหนักเซวียนเจิ้งด้วยตนเอง
“ฝ่าบาทยังทรงตรวจฎีกาอยู่ตอนนี้ ข้าน้อยจะให้คนพาใต้เท้าลู่ไปเลือกชุดขุนนางชุดใหม่ก่อน”
เฉาเฉวียนกล่าวกับลู่จื่ออิ๋นและหยุนอู้ด้วยรอยยิ้ม ลู่จื่ออิ๋นพยักหน้า บัดนี้เขาได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว สีชุดขุนนางที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปด้วย
หยุนอู้รู้สึกกระวนกระวายใจ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวัง นางก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งนึกถึงความเป็นไปได้ว่าจะได้พบฉีอวี้…
“ฮูหยินลู่พักอยู่ที่นี่สักครู่ก่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ…”
หยุนอู้เงยหน้าขึ้นรับคำ ไม่นานก็มีขันทีหนุ่มหน้าตาไม่คุ้นมาพาลู่จื่ออิ๋นออกไป
ส่วนหยุนอู้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์ในโถงด้านหน้า จือชิวเข้ามาในวังไม่ได้ ตอนนี้จึงเหลือนางอยู่เพียงลำพัง
แต่ยังไม่ทันผ่านไปกี่อึดใจ เฉาเฉวียนก็ถือกล่องใบหนึ่งเดินเร็วรี่เข้ามา
หยุนอู้รีบวางถ้วยชาร้อนที่เพิ่งยกขึ้น แล้วลุกขึ้นยืน
“ฮูหยิน ฝ่าบาทรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าในตำหนักเดี๋ยวนี้”
“ตะ...แต่ท่านพี่ยังไม่มาเลย... รบกวนกงกงรอสักครู่ หม่อมฉันจะเข้าเฝ้าพร้อมกับท่านพี่”
หยุนอู้ปฏิเสธอย่างลังเล มือขาวผ่องทั้งสองข้างวางประสานกันอยู่ตรงหน้าท้องอย่างกระสับกระส่าย
สีหน้าของเฉาเฉวียนไม่เปลี่ยนไป ยังคงยิ้มประจบประแจงพลางยื่นกล่องผ้าแพรในมือมาตรงหน้านาง
“ฝ่าบาทตรัสว่า เมื่อฮูหยินเปิดสิ่งนี้แล้ว ก็จะตามข้าน้อยเข้าไปในตำหนักเอง”
“ข้างในนี้... คือสิ่งใดหรือ?”
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบ ฝ่าบาทรับสั่งให้ฮูหยินดูได้เพียงผู้เดียว ข้าน้อยไม่กล้าเปิดพ่ะย่ะค่ะ”
เฉาเฉวียนกล่าวจบก็โน้มตัวลง ก้มศีรษะต่ำ แล้วยกกล่องผ้าแพรขึ้นสูง
หยุนอู้หวาดกลัวอยู่ในใจ เพราะกลัวชื่อเสียงทรราชของฉีอวี้ จึงเกรงว่าของในกล่องจะเป็นสิ่งที่เปื้อนเลือด
