*
ท้ายที่สุดฉีเยี่ยนก็ออกท่องเที่ยวไปทั่วหล้า บางทีอาจเป็นเพราะเขาแสร้งทำตัวเป็นองค์ชายเสเพลไร้แก่นสารมาหลายปี จนสวมบทบาทลึกซึ้งเกินไป สุดท้ายจึงรู้สึกขี้เกียจจะแย่งชิงสิ่งใดอีก
ในวันที่ฤดูหนาวปกคลุมทุกสิ่งด้วยสีขาว ฉีเยี่ยนก็จากเมืองหลวงไปเพียงลำพัง
หนึ่งคนหนึ่งม้า จากนี้ไปเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องถูกอำนาจผูกมัดอีก
หยุนอู้ค่อย ๆ คุ้นชินกับชีวิตในวัง แม้นางจะไม่ได้รักฉีอวี้ แต่ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี เช่นนั้นก็ใช้ชีวิตให้ดี กินให้อิ่มดื่มให้หนำ อย่าให้ตนเองต้องลำบาก
เหิงเอ๋อร์เติบโตขึ้นวันแล้ววันเล่า ฉีอวี้ก็รักษาคำสัญญา ไม่เคยพาลใส่เขาเพราะหยุนอู้ต้องทนทุกข์อย่างหนักตอนคลอด
ฉีอวี้รักลูกของเขากับอาอู้มาก ความรักที่ตนขาดหายไปในวัยเด็ก เขาทดแทนให้ลูกทั้งหมด
ฉีอวี้ไม่เคยบีบบังคับเหิงเอ๋อร์ให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำอย่างที่พระมารดาเคยสั่งสอนเขา
เขาหวังว่าเหิงเอ๋อร์จะเติบโตอย่างมีความสุข มีวัยเด็กที่สมบูรณ์และงดงามเหมือนพระมารดาอย่างอาอู้ ไม่ต้องเป็นเหมือนเขา
แต่บางครั้ง...เอ่อ...ความรักของบิดาก็ขาดหายไปบ้างเป็นครั้งคราว
เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว ตอนเหิงเอ๋อร์อายุได้สี่ขวบ เขาถูกฉีอวี้พาไปฟังการประชุมขุนนางยามเช้าด้วยกันเหมือนทุกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วจึงกลับตำหนัก
ในตำหนักมีเตาอุ่นจนไม่รู้สึกหนาว ฉีอวี้ก้าวยาว ๆ เข้าไปในท้องพระโรง ส่วนเหิงเอ๋อร์ที่สวมชุดกันหนาวเหมือนก้อนแป้งน้อย ๆ ก็เดินเตาะแตะตามหลังบิดา
เหิงเอ๋อร์เดินอ้อมฉากกั้นเข้าไป ก็เห็นพระมารดาคนงามกำลังยืนตัดแต่งดอกไม้ในกระถางอยู่ริมหน้าต่าง จือชิวยืนอยู่ข้างกายนาง พอเห็นฉีอวี้กับเหิงเอ๋อร์เดินเข้ามา ก็รีบก้มคำนับ
