*
หลังนั่งรถม้ากลับจากสำนักศึกษา หยุนอู้ก็ราวกับได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แม้แต่นั่งอยู่ในรถม้าก็ยังฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี
จนกระทั่งนางเปิดม่านรถ เตรียมลงจากรถม้า แล้วเห็นเซี่ยหรงจิ่งคุกเข่าหมอบรออยู่บนพื้น เพื่อให้นางเหยียบหลังลงไป
หยุนอู้คิดว่าคราวหน้าต้องกำชับให้คนขับรถเตรียมม้านั่งไว้ให้พร้อมตลอดเวลา ดูท่านางจะยังไม่ชินกับการเหยียบหลังคนลงจากรถม้าจริง ๆ
“คุณหนู นายท่านน่าจะกลับถึงจวนแล้ว พวกเรากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยรับประทานอาหารกันเถิดเจ้าค่ะ”
ชุนซิ่งเอ่ยขึ้น หยุนอู้เพิ่งเหยียบหลังเซี่ยหรงจิ่งลงจากรถม้า พอได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าพยักพเยิดอย่างไม่ใส่ใจนัก
เวลานี้เซี่ยหรงจิ่งลุกขึ้นจากพื้น สีหน้าเป็นปกติ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แผ่นหลังกว้างเหยียดตรง
หยุนอู้เผลอมองเขาเพิ่มอีกสองครั้ง ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดบ่าวที่ไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาของตนเอาเสียเลย สีผ้าดูเก่าคร่ำครึ
อากาศหนาวเหน็บในช่วงกลางฤดูหนาว เขาไม่มีเสื้อหนา ๆ สักตัวไว้คลุมกาย สวมเพียงชุดผ้าบาง ๆ นิ้วมือขาวผ่องถึงกับมีแผลหิมะกัด
“คุณหนู ข้างนอกหนาวนะเจ้าคะ พวกเรารีบเข้าไปกันเถิด”
ชุนซิ่งพูดพลางช่วยจัดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้หยุนอู้ ใบหน้าของนางรู้สึกเย็นอยู่เท่านั้น ส่วนร่างกายอบอุ่นไปทั่ว
นางพยักหน้าแล้วเดินไปยังเรือนของตน เรือนของนางใหญ่ที่สุดในจวนอัครมหาเสนาบดี
ชุนซิ่งประคองหยุนอู้ขึ้นบันได กำลังจะเปิดประตูเข้าไป แต่หยุนอู้กลับชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง
เซี่ยหรงจิ่งยืนโดดเดี่ยวอยู่ใต้บันได รอบด้านขาวโพลนไปด้วยหิมะ ลมหนาวพัดหวีดหวิวจนเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
