*
หยุนอู้รีบร้อนวิ่งกลับไปยังห้องเรียน โชคดีที่ยังไม่สาย ในห้องมีหลายคนกำลังมองเธออยู่
ส่วนใหญ่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ซูจิ่งเฉินกับคนอื่น ๆ ทำตัวสนิทสนมกับเธอเป็นพิเศษ
หยุนอู้ก้มหน้า ใช้มือขาวเนียนบังใบหน้าส่วนล่าง ก่อนเร่งฝีเท้าไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
โชคดีที่ครูเข้ามาสอนพอดี ความสนใจของทุกคนจึงหันเหไปทางอื่น หยุนอู้ถึงได้ลดมือลง
ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของเธอบวมแดงเล็กน้อย ริมฝีปากล่างยังถลอกเป็นแผล
หลินเสี่ยวเสี่ยวเห็นแล้วถามอย่างประหลาดใจว่า “หยุนอู้ ทำไมตรงนี้ถึงถลอกล่ะ?”
เธอชี้ไปที่ริมฝีปากของหยุนอู้ หยุนอู้หลุบตาลงอย่างรู้สึกผิด ปลายนิ้วเรียวขาวลูบแผลเล็ก ๆ บนริมฝีปาก
“มะ...ไม่มีอะไร ฉันเผลอกัดจนเป็นแผลน่ะ”
หยุนอู้ฝืนยิ้มตอบ โชคดีที่หลินเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้สงสัยอะไร เพียงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงสองสามคำแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง
ตอนนั้นเอง อันซินถึงได้รีบร้อนมาถึงห้องเรียน
“ขะ...ขออนุญาตค่ะ”
เธอยืนหอบหายใจเบา ๆ อยู่ตรงประตูแล้วเอ่ยขึ้น ครูที่ยืนอยู่หน้าชั้นปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
ถ้าเป็นนักเรียนตระกูลผู้ดีคนอื่นมาสาย ครูคงไม่กล้าพูดอะไร แต่เพราะอันซินเป็นนักเรียนที่สอบเข้าแบบพิเศษ เธอจึงเป็นคนเดียวในห้องที่ครูตำหนิได้
ครูขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “คราวหน้าถ้ามาสายอีก ก็ออกไปยืนทำโทษข้างนอก”
อันซินซ่อนความเกลียดชังที่ฉายอยู่ในดวงตา ก่อนก้มหัวทักทายครูอย่างนอบน้อมแล้วรีบกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
อันซินกำมือแน่น หันไปมองหยุนอู้ที่นั่งอยู่อีกด้าน แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
เธอเห็นรอยแผลบนริมฝีปากของหยุนอู้เช่นกัน จึงอดนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ไม่ได้...
อันซินบังเอิญเห็นเสิ่นหวยกอดจูบหยุนอู้เข้า
ตอนนั้นเธอทั้งตกใจทั้งอิจฉา จากนั้นก็เหมือนค้นพบจุดอ่อนของหยุนอู้ รีบหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
