*
หวังเหิงกับบ่าวชายอีกหลายคนเพิ่งถูกกู้ซิงหรานซ้อมมา พอเห็นหยุนอู้ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“หยุนอู้ เจ้าควรไล่เจ้าคนบ้าคนนี้ออกจากบ้านไปเสีย!”
กู้ซิงหรานกำหมัดแน่น ก่อนหันกลับไปมองหวังเหิง สายตาดำสนิทที่ฉายแววรำคาญทำเอาไขมันบนใบหน้าของหวังเหิงสั่นระริก
แต่ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงของหยุนอู้ดังขึ้นใกล้ ๆ
“ซิงหราน ทำไมถึงตีเขาล่ะ?”
เสียงของหยุนอู้อ่อนหวานนุ่มนวล กู้ซิงหรานหันกลับไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วสบเข้ากับดวงตาที่ฉายแววกังวลของนาง
เขาก้มตาลงอย่างคนหมดเรี่ยวแรง ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ
หวังเหิงที่อยู่ข้าง ๆ เห็นกู้ซิงหรานเงียบไป ก็พลันรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายมีเหตุผลขึ้นมา
“ฮึ! กู้ซิงหราน คอยดูก็แล้วกัน! ข้าจะไปบอกท่านพ่อเดี๋ยวนี้ ให้ท่านพ่อส่งคนจากที่ว่าการมาจับเจ้า!”
“ตอนนี้หยวนไว่หวังกำลังคิดจะร่วมมือกับท่านพ่อข้าเปิดร้านค้า หากเจ้าบอกเรื่องนี้ออกไป การค้าร้านของตระกูลหวังก็คงต้องล่มไม่เป็นท่า...”
หยุนอู้ยืนขวางหน้ากู้ซิงหราน แล้วพูดกับหวังเหิงเจ้าคนอ้วนหัวโต
แม้นางจะเป็นคนอ่อนโยน แต่ถึงอย่างไรหลายปีมานี้ก็ได้รับการอบรมมาไม่น้อย ทักษะข่มคนด้วยชื่อบิดาอย่างสุนัขจิ้งจอกอาศัยบารมีเสือของนางนั้นเรียกได้ว่าช่ำชองยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ซิงหรานไม่ใช่คนที่จะลงไม้ลงมือกับใครตามอำเภอใจ เขาต้องถูกหวังเหิงยั่วโมโหเข้าแน่
ใบหน้าฟกช้ำเขียวม่วงของหวังเหิงเผยแววลังเลออกมาจริง ๆ เขาย่อมรู้ดีว่าบิดาของตนประจบตระกูลหยุนเพียงใด
ท้ายที่สุดหวังเหิงก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บใจด้วยความโมโห พาบ่าวชายจากไปอย่างหัวเสีย ถึงอย่างไรในใจเขาก็กลัวว่ากู้ซิงหรานจะกลับมาเล่นงานตนอีกในภายหลัง