วันต่อมา ตอนหลินหน่วนลืมตาขึ้น สายตาก็พลันสบเข้ากับดวงตาสีแดงคล้ำคู่นิ่งสงบ
สติของหลินหน่วนค่อย ๆ กลับคืนมา เธอขยี้ตาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงียปนงุนงง “เสวี่ยเจี้ยน ตื่นแล้วหรือ?”
จากนั้นหลินหน่วนก็เพิ่งตระหนักได้ว่าท่าทางของทั้งคู่ตอนนี้ชวนกระอักกระอ่วนไม่น้อย
ท่านอนของเธอไม่ค่อยเรียบร้อยนัก เมื่อก่อนตอนกลายเป็นลูกแมวนอน เธอก็มักนอนแผ่หลาอยู่บ่อย ๆ
เห็นได้ชัดว่าพอนอนในร่างมนุษย์ เธอก็ยังติดนิสัยเดิม ทั้งตัวเกาะแหล่งความอบอุ่นข้างกายแน่นราวกับปลาหมึกยักษ์
แขนขาทั้งสองข้างพันรอบตัวเสวี่ยเจี้ยนไว้แน่น ส่วนเท้าเล็กน่ารักเนียนนุ่มก็แปะอยู่ตรงท้องน้อยบริเวณเอวของเจิ้นเยวี่ยที่อยู่ด้านหลัง ถูกเขากุมไว้จนอบอุ่น
ถูกสัตว์เพศผู้สองตัวโอบล้อมเช่นนี้ หลินหน่วนก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นมาทันที ร้อนทั้งตัวก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือใบหน้าร้อนผ่าว
ใกล้ชิดกันเกินไป สัญชาตญาณทำให้เธออยากหนี เดิมทีคิดจะลุกขึ้นนั่ง แต่เพิ่งตื่น ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรง แขนทั้งสองพลันอ่อนยวบจนล้มลงไป
คราวนี้เคราะห์ดีไม่เข้าข้าง เธอพุ่งเข้าไปในอ้อมอกเสวี่ยเจี้ยนตรง ๆ ทั้งคู่กอดกันแน่นเต็มแรง
“อืม…”
เสวี่ยเจี้ยนที่อยู่ข้างใต้ส่งเสียงครางต่ำแหบพร่า ไม่รู้เพราะเหตุใดร่างกายเขาถึงขยับบิดอย่างอึดอัด สะโพกขยับออกไปเล็กน้อย ราวกับกำลังปกปิดบางอย่าง
หว่างคิ้วและหางตาของจิ้งจอกเก้าหางแต้มสีแดงระเรื่อ
เจ้าตัวเมียตัวน้อยไม่ได้สวมเสื้อคลุม ไหล่บอบบางของเธออยู่ชิดริมฝีปากเขา กลิ่นหอมอบอวลลอยเข้าจมูก
เอวเรียวบางราวกิ่งหลิวของเธอ เขาใช้มือข้างเดียวก็กุมได้เกือบมิด
แถมเธอยังไม่อยู่นิ่ง ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนเขาพยายามจะลุกขึ้นนั่ง “ขะ…ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ!”
เพื่อปกปิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติของตน เสวี่ยเจี้ยนจึงกอดเธอไว้แน่น น้ำเสียงยิ่งทุ้มต่ำลง “อย่าขยับ!”
