หลินหน่วนสมองว่างเปล่าไปสองวินาที ก่อนจะรู้สึกมึนงงขึ้นมา
เธอไม่เคยมีใครสารภาพรักด้วย และไม่เคยสำรวจความรู้สึกแท้จริงในใจตัวเองมาก่อน
เธอชอบเจิ้นเยวี่ยไหม? น่าจะชอบกระมัง
เธอนึกย้อนถึงตอนที่เพิ่งรู้จักเจิ้นเยวี่ย
เขาสุภาพและมีมารยาทอยู่เสมอ แฝงความรู้สึกด้อยค่าเอาไว้เล็กน้อย
เวลาหลินหน่วนเข้าใกล้ เขามักพยายามหลบเลี่ยง หรือไม่ก็ซ่อนส่วนที่พิการของตนไว้
แต่ทุกครั้งเขาก็ยอมให้เธอรักษาอย่างเงียบ ๆ ไม่โวยวายสักคำ
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เขาเรียนรู้วิธีล่าสัตว์และสะกดรอยในความมืด เรียนรู้วิธีทำอาหารให้อร่อย ทั้งยังปกป้องเธอกับคนในเผ่าจากคลื่นสัตว์
เพื่อการนั้น เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด
เขาเป็นดั่งขุนเขาอันเงียบขรึม ภูเขาตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นเสมอ ไร้สุ้มเสียง ทว่ากลับทำให้ผู้คนรู้สึกพึ่งพาได้
ตอนนี้ อสูรเพศผู้ร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขากำลังกอดเธอไว้ พลางถามว่าเธออยากผูกพันธสัญญากับเขาหรือไม่
ในหัวของหลินหน่วนสับสนวุ่นวายอย่างยิ่ง เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตัก กระดูกขากรรไกรแข็งแกร่งของเจิ้นเยวี่ยแตะเบา ๆ อยู่กับตัวเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวและเร่งร้อนของอสูรเพศผู้แผ่วผ่านข้างหู
เขากำลังประหม่า และรอคำตอบจากเธอ
เมื่อรู้เช่นนั้น หลินหน่วนก็กลืนน้ำลาย ก่อนเอ่ยว่า “แต่ความสามารถในการให้กำเนิดของฉัน...”
ยังไม่ทันพูดจบ เจิ้นเยวี่ยก็กอดเธอแน่นขึ้นอีกครั้ง “ข้าไม่สนใจ”
หลินหน่วนโล่งใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกขมปร่าและซาบซึ้งใจ เธออยากบอกว่าแท้จริงแล้วความสามารถในการให้กำเนิดของเธอเพิ่มขึ้นมาถึงระดับต่ำสุดแล้ว บางทีอาจให้กำเนิดลูกสัตว์ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะไม่สำคัญอีกต่อไป
หลินหน่วนตอบเสียงเบา “ตกลง”
เจิ้นเยวี่ยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “จ...จริงหรือ?”
