เช้าตรู่วันถัดมา หลินหน่วนถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของอาหาร
ปลายจมูกของนางขยับฟุดฟิดอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะลืมตาที่พร่ามัวขึ้น
หางฟูฟ่องหลายหางโอบล้อมร่างนางไว้ ถึงอากาศจะเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ภายในถ้ำหินก็ไม่ได้หนาวเหน็บ กลับอบอุ่นไปทั้งตัว ราวกับได้อาบแสงแดด
เมื่อเห็นหลินหน่วนตื่นขึ้น เสวี่ยเจี้ยนก็คืนร่างเป็นมนุษย์ จิ้งจอกขนฟูแปรเปลี่ยนเป็นโฉมงามผู้เย็นชา ในพริบตาก็กลายเป็นคนที่ได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ มิอาจล่วงเกิน
หลินหน่วนเว้นระยะห่างจากเขาอย่างสุภาพโดยอัตโนมัติ แล้วกล่าวว่า “เมื่อคืนขอบคุณนะ ไว้ข้าจะทำผ้าห่มสักผืน เอาไว้ให้ความอบอุ่น จะได้ไม่ต้องรบกวนเจ้า”
แววตาเย็นชาของเสวี่ยเจี้ยนจับจ้องนางลึกซึ้ง เขาไม่ได้โต้แย้ง เพียงตอบว่า “ได้”
ทั้งสองเดินเคียงกันออกจากถ้ำหิน ตรงกลางโรงหมอผี ณ จุดที่ปกติหลินหน่วนใช้ทำอาหาร กลับเป็นเจิ้นเยวี่ยที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำครัว
แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่การเคลื่อนไหวกลับไม่ติดขัด เห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นเคยกับผังพื้นที่และตำแหน่งเครื่องครัวที่นี่แล้ว ไม่รู้ว่าเตรียมตัวล่วงหน้าไว้นานเท่าไร
กลิ่นหอมของเห็ดสดใหม่ผสมกับกลิ่นไก่ ลอยออกมาจากหม้อหินอย่างเข้มข้นไม่มีกั๊ก
หลินหน่วนตะลึง “เจิ้นเยวี่ย? เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ?”
เจิ้นเยวี่ยหันกลับมา ดวงตาทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าพันแผล ทำให้แนวกรามดูคมชัดเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินนางถาม เขาก็ตอบอย่างประหม่าเล็กน้อยว่า “ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ข้าลองทำดูนิดหน่อย เจ้าลองชิมไหม?”
หลินหน่วนวิ่งปรู๊ดไปข้างหม้อหิน สูดกลิ่นหอมเย้ายวนรุนแรงเข้าไปเต็มปอด “แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าอร่อยแน่นอน!”
เพศเมียตัวน้อยดวงตาเป็นประกาย แม้เจิ้นเยวี่ยจะมองไม่เห็น แต่ก็รู้ได้ว่าตอนนี้นางต้องกำลังดีใจมากแน่ ๆ
