สายตาของเสวี่ยเจี้ยนจับจ้องหลินหน่วนไม่วาง ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่ แต่สีหน้ากลับดูว่าง่ายเป็นอย่างยิ่ง “ได้ ข้าจะฟังเจ้า”
ตอนนี้เขารักษาระยะห่างอย่างสุภาพกับนาง ทั้งยังเผยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา มองไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่เขาเคยเสียการควบคุม
เดิมทีอวี๋เสวียนหมิงกำลังทุกข์ใจอย่างยิ่ง แต่พอได้ยินหลินหน่วนพูดเช่นนั้น ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าตนยังมีความหวัง จึงรีบเดินตามนางมาติด ๆ
สัตว์เพศผู้ทั้งสองต่างก็อยากรักษาระยะห่างจากกัน แต่ก็อยากเข้าใกล้หลินหน่วน สุดท้ายจึงพากันหนีบนางไว้ตรงกลาง
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ทั้งสองก็ยิ่งเบียดเข้าหากัน จนหลินหน่วนเกือบสะดุดขาเรียวยาวของพวกเขา
นางพูดไม่ออก รู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่ จึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าสองคนหยุดได้แล้ว ห้ามหึงหวงแข่งกัน”
หลินหน่วนสูงเพียงราว 160 เซนติเมตร รูปร่างบอบบาง แต่เวลาพูดกลับเปี่ยมด้วยอำนาจ
เสวี่ยเจี้ยนกับอวี๋เสวียนหมิงถูกดุขึ้นมากะทันหัน ทั้งคู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำอย่างว่าง่าย
น่าเสียดายที่ความว่าง่ายของทั้งสองมีให้หลินหน่วนคนเดียว พวกเขาต่างก็สูงใหญ่ สายตาประสานกันเหนือศีรษะของนาง ก่อนจะจ้องอีกฝ่ายอย่างรังเกียจ แล้วถอยห่างออกไปเล็กน้อย
แม้จะมีเรื่องแทรกเล็กน้อย แต่เรื่องสำคัญที่ต้องทำก็ยังต้องจัดการก่อน หลินหน่วนเดินเข้าไปในแอ่งกระทะเพื่อขุดสมุนไพรตามปกติ ส่วนอวี๋เสวียนหมิงกับเสวี่ยเจี้ยนแยกกันไปเก็บของป่าและล่าสัตว์
ไม่รู้ทำไม วันนี้อวี๋เสวียนหมิงรู้สึกคันตรงบาดแผลที่ขาขาดอยู่ตลอด เขาคิดว่าคงเป็นเพราะผิวหนังเสียดสีกับขาเทียม จึงไม่ได้ใส่ใจ
ในใจมีเรื่องให้คิด อวี๋เสวียนหมิงจึงว้าวุ่นอยู่บ้าง เขายืนจับปลาอยู่ริมแม่น้ำ
เมื่อเห็นปลาตัวใหญ่แหวกว่ายเข้ามา อวี๋เสวียนหมิงก็เคลื่อนไหวว่องไวดุจสายฟ้า มือขวากลายเป็นกรงเล็บพยัคฆ์ คว้าปลาตัวนั้นขึ้นมาได้ในคราวเดียว
