เมื่อมีลี่อ้ายเหลียนเข้าร่วมด้วย ติงฉิงก็วางใจและกล้าเสนอราคาตามที่คิดไว้ เขาเขียนราคาลงบนกระดาษโน้ต พร้อมใส่ชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงไป จากนั้นก็หย่อนใบเสนอราคาลงในหีบรับบัตรทันที
บนเวทีเสียงดังจอแจ ทุกคนต่างเขียนราคาที่ตัวเองคิดไว้แล้วหย่อนลงในหีบรับบัตร
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดทุกคนก็ลงคะแนนกันเสร็จ
หลังหย่อนบัตรแล้ว ทุกคนก็กลับไปนั่งที่เดิม รอพิธีกรประกาศผลว่าใครเสนอราคาสูงสุดและชนะการประมูล
ติงฉิงเสนอราคาให้หินดิบหมายเลข 5 และหมายเลข 7 ก้อนละ 12.5 ล้าน
เขาคิดว่าหินสองก้อนนี้เพิ่มราคาไปอีกสักสองสามล้านก็พอแล้ว ถ้าเพิ่มมากกว่านี้ ต่อให้ผ่าหยกออกมาได้และราคาตรงกับที่ระบบบอก ก็ไม่มีความหมายอะไร หากประมูลได้ในราคา 12.5 ล้าน แล้วข้างในมีหยกอย่างที่ระบบแจ้ง อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีกำไร
ที่จริงแล้ว ก้อนที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือหินดิบหมายเลข 6
ระบบแจ้งราคาหินดิบหมายเลข 6 ให้เขารู้ว่าอยู่ที่ 150 ล้าน
เขาไม่กล้าเสนอราคาต่ำเกินไป เพราะกลัวว่าคนอื่นจะเล็งหินก้อนนี้เหมือนกัน ถ้าพวกเขาเสนอราคาสูงกว่า เขาคงต้องเสียใจแน่ แต่ถ้าสูงเกินไป เขาก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ
เขาคิดอยู่ตั้งนาน แต่ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะเสนอราคากันเท่าไร
ก่อนกลับ เขาแอบใช้ดวงตาทิพย์มองหีบรับบัตรของหมายเลข 6 แล้วพบว่าราคาสูงสุดที่มีคนเสนออยู่ที่ 35 ล้านเท่านั้น
ส่วนราคาที่เขาเสนอคือ 45 ล้าน สูงกว่าพวกนั้นถึง 10 ล้านเต็ม ๆ
คราวนี้เขาถึงได้วางใจ นั่งรอประกาศผลอยู่ที่เดิม
พอนั่งลง ลี่อ้ายเหลียนก็รีบถามเสียงเบาว่า “ติงฉิง นายเสนอราคาหินดิบสามก้อนรวมกันเท่าไร?”
ติงฉิงตอบว่า “หินดิบสามก้อน ฉันเสนอไปทั้งหมด 70 ล้าน!”
