ลานประลอง
ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งหน่วยหกประตูจัดเตรียมไว้ให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์โดยเฉพาะเช่นกัน เพียงแต่ต่างจากลานฝึกยุทธ์ตรงที่ลานฝึกใช้สำหรับฝึกฝนตามลำพังและทดสอบพละกำลัง ส่วนที่นี่มีไว้ให้ผู้ฝึกยุทธ์ในหน่วยหกประตูประลองฝีมือและแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากัน
อันหลานเดินตามคนอื่น ๆ เข้าไป เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่ามีผู้คนอยู่ไม่น้อยแล้ว
บนเวทีประลองตรงกลาง ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังต่อสู้กัน
ทั้งสองสวมเกราะไม้ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ อาวุธก็เป็นอาวุธประลองที่จัดเตรียมไว้สำหรับการประลองโดยเฉพาะ
พวกอันหลานเพิ่งมาถึงข้างลาน ผลแพ้ชนะบนเวทีก็ตัดสินแล้ว
เพี๊ยะ!
ชายหนุ่มสะบัดพลองยาวในมือ จู่โจมเข้าที่ไหล่หญิงสาวอย่างจัง
เกราะไม้แตกออกพร้อมเสียงกระทบ
“ข้าแพ้แล้ว”
หญิงสาวยอมรับอย่างไม่อิดเอื้อน เก็บกระบี่แล้วกล่าวยอมแพ้
ทั้งสองลงจากเวทีประลองอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นจ้าวเยว่และคนอื่น ๆ ก็ทักทายกันอย่างสนิทสนม
พอสายตาเหลือบมาเห็นอันหลาน ทั้งคู่ก็จ้องมองเขาเป็นพิเศษอีกสองสามครั้ง
“หน้าไม่คุ้นเลย หรือว่าท่านนี้คือคนใหม่?”
“ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียที”
อันหลานยิ้มทักทายทั้งสอง
ขณะนั้นเวทีว่างพอดี
ฟางจิ่งเหลือบมองเวทีประลอง ก่อนหันไปมองอันหลาน แววตาพลันฉายความสนใจ เขายิ้มกล่าวว่า “พอดีเลย เวทีว่างแล้ว อันหลาน ในเมื่อมาแล้ว จะลองประลองสักรอบหรือไม่?”
เดิมทีอันหลานก็คิดเช่นนั้นอยู่แล้ว ย่อมไม่ปฏิเสธ
“ได้”
“ฮ่า ๆ ใจถึงดี”
ฟางจิ่งกระตือรือร้นขึ้นมา “ถ้าเช่นนั้นเดิมพันห้าแต้มคุณูปการ เพิ่มสีสันสักหน่อยเป็นอย่างไร?”
ในลานประลอง อนุญาตให้กำลังสำรองเดิมพันแต้มคุณูปการจำนวนเล็กน้อยกันได้ ขอเพียงทั้งสองฝ่ายสมัครใจ
ห้าแต้มคุณูปการ สำหรับพวกเขาแล้วไม่นับว่ามาก
ปกติทุกคนก็เดิมพันกันเท่านี้ ชายหญิงเมื่อครู่ก็เดิมพันกันห้าแต้มเช่นกัน
อันหลานพยักหน้า
“ได้”
ไม่นานนัก
ทั้งสองสวมเกราะไม้ แล้วหยิบอาวุธประลองมาคนละชิ้น
อันหลานเลือกทวนอย่างไม่ต้องคิด
แม้ทวนประลองในมือจะเบากว่าทวนเจิ้นเยว่มาก แต่ความยาวกับจุดศูนย์ถ่วงทำได้ดีทีเดียว เพียงปรับตัวเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว
