เปิดประตูออกมา อันหลานก็เห็นเค่อชิงสองคนของตระกูลหวังกำลังเดินผ่านไป
แม้อันหลานจะเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมาโดยตลอด แต่ทั้งคู่ก็เป็นเค่อชิงของตระกูลหวัง เขาจึงพอรู้จักหน้าค่าตาอยู่บ้าง
อันหลานรีบเอ่ยขึ้นทันทีว่า “พี่ซุน พี่จาง ขอถามหน่อยเถิด เมื่อครู่ได้ยินว่าพรรคดาบโลหิตบุกโจมตีท่าเรือ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
เค่อชิงซุนกับเค่อชิงจางหันกลับมาตามเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นอันหลาน ทั้งคู่ก็มีสีหน้าประหลาดใจ ดูคล้ายไม่คาดคิดว่า นอกจากฝึกยุทธ์แล้ว อันหลานยังสนใจเรื่องอื่นด้วย
ทั้งสองกล่าวทันทีว่า “น้องอัน เกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ เมื่อครู่มีผู้คุ้มกันจากท่าเรือทะเลสาบไป๋สุ่ยมารายงานว่า พรรคดาบโลหิตจู่โจมท่าเรือกะทันหัน คนที่บุกมามีจำนวนมาก มีผู้ฝึกยุทธ์ด่านเลือดเนื้อหนึ่งคน ผู้ฝึกยุทธ์ด่านผิวหนังสามคน สถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก พวกเรากำลังจะไปดูที่ลานหน้าเรือน...”
ทั้งสองยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นอันหลานเข้าไปในลาน คว้าทวนยาวเล่มหนึ่งแล้วพุ่งปราดไปยังลานหน้าเรือนอย่างเร่งรีบ...
... ....
เรือนตระกูลหวัง ลานหน้าเรือน
เมื่ออันหลานมาถึง หวังเฉิงเยี่ยจัดการให้หลิวเค่อชิงหลิวกับผู้อาวุโสหกและผู้อาวุโสเจ็ดเตรียมออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว
ในลานหน้าเรือน บ่าวรับใช้จูงม้าสีน้ำตาลแดงโลหิตมาสามตัว ม้าสีน้ำตาลแดงโลหิตเป็นม้าดีที่หาได้ยาก
เดินทางวันละหลายร้อยลี้นับเป็นเรื่องธรรมดา
ผู้อาวุโสหกกับผู้อาวุโสเจ็ดล้วนเป็นคนของตระกูลหวัง
ตระกูลหวังมีประมุขตระกูลและเหล่าผู้อาวุโส
คนตระกูลหวังที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ล้วนสามารถขึ้นเป็นผู้อาวุโสได้
ผู้อาวุโสหกกับผู้อาวุโสเจ็ดมีอายุเพียงราวสามสิบถึงสี่สิบปี ทั้งสองต่างสะพายดาบใหญ่ไว้บนหลัง
