ไม่เชื่อฟังก็โดนตี! ขี้เกียจจนถูกข้าตีให้เป็นจอหงวน

ตอนที่ 1 ไม่เชื่อฟังก็โดนทุบ! สามีขี้เกียจถูกข้าทุบจนสอบได้จอหงวน

9 นาที· 2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ที่พักสมองชั่วคราว……

อ่านจบแล้วไม่ต้องกลับมาหานะ เพราะคนเขียนกินไปแล้ว……

——————

“ข้าจะเริ่มแล้วนะ ถ้าเจ็บ…ก็ทนเอา”

“งั้นเบามือหน่อยสิ”

“ได้เลย ยกขาขึ้นอีกหน่อย”

“เจ็บ ๆ ๆ…”

“เจ็บกับผีน่ะสิ หุบปาก”

“อ๊าก ๆ ๆ ๆ… เจ็บ เจ็บจะตายอยู่แล้ว เบามือหน่อยไม่ได้หรือไง”

“เพียะ!”

เจียงหลิงตบหน้าแข้งเซี่ยหลินอย่างหมดความอดทน “ร้องโหยหวนอีกที เชื่อไหมว่าข้าจะตัดขาเจ้าให้ขาดเลย!”

สิ้นเสียง ชายที่นอนร้องโอดโอยอยู่บนเตียงเตาก็พลันตาเป็นประกาย “ถ้า…ถ้าเจ้าตัดขาข้า ข้าก็จะกลายเป็นคนพิการ นอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงเตาได้ทุกวัน แบบนี้เจ้าก็ต้องคอยดูแลข้า เลี้ยงข้าใช่ไหม? ถ้าได้แบบนั้นก็ตัดเลย ข้าทนไหว!”

เจียงหลิงนิ่งอึ้งไป ชายคนนี้หน้าด้านจนทำเอานางตะลึง

“ฝันไปเถอะ”

ยังคิดจะให้นางดูแลอีก หน้าหนาจริง ๆ ต่อไปใครจะดูแลใครก็ยังไม่แน่ ให้ข้าดูแลหรือ ฝันไปเถอะ!

เจียงหลิงแค่นหัวเราะ แล้วออกแรงมืออีกครั้ง

กร๊อบ!

“อ๊า…เจ็บจะตายแล้ว เจ็บจะตายแล้ว เจียงหลิง เจ้าฆ่าสามีนะ! ถ้าข้าตายเจ้าก็เป็นม่ายน่ะสิ”

เจียงหลิงกัดฟัน “หุบปาก ตายไปก็ดี ข้าจะขุดหลุมฝังเจ้า เจ้านอนสบายอยู่ในโลงไปเลย วันตรุษวันสารทก็ยังมีคนจุดธูปกราบไหว้เอาของมาเซ่น”

“งั้นช่างเถอะ”

เซี่ยหลินหุบปากฉับ

ตายดีไม่สู้มีชีวิตอยู่อย่างกระเสือกกระสน เรื่องที่ต้องเสียสละเขาคนเดียวเพื่อความสุขของคนนับล้าน เขาไม่เอาด้วยหรอก

แต่พอนึกถึงสถานการณ์ตอนนี้ เซี่ยหลินก็อดคร่ำครวญไม่ได้

“อยากใช้ชีวิตนอนเฉย ๆ นี่มันยากจริง ๆ”

เจียงหลิงเองก็อยากพูดแบบนั้นเหมือนกัน

ชาติก่อนนางเจอกับวันสิ้นโลก กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดอยู่ห้าปี แต่ไม่เห็นจะปลุกพลังพิเศษได้สักกระผีก ชีวิตบัดซบยิ่งกว่าหมา สุดท้ายยังอดตายตอนฝูงซอมบี้ล้อมเมืองอีก

ก่อนตาย นางอ้อนวอนฟ้าดิน ขอชาติหน้าอย่าได้เกิดในวันสิ้นโลกอีกเลย

ฟ้าดินคงได้ยิน เลยส่งนางมาเกิดในยุคโบราณที่ห่างจากวันสิ้นโลกหลายพันปี แถมยังโยนนางลงกลางทางไปแต่งงานของร่างเดิมอีกต่างหาก

จากนั้นเจียงหลิงก็กลายเป็นหุ่นเชิด ถูกพาเข้าไปในบ้านตระกูลเซี่ย แล้วกราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกับเซี่ยหลิน

กว่านางจะควบคุมร่างนี้ได้ คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ถูกพ่อแม่สามีไล่ออกจากบ้าน แถมยังถูกบังคับให้แยกครอบครัวอีก

ส่วนเหตุผลที่ถูกบังคับให้แยกบ้านน่ะหรือ…

เจียงหลิงเหลือบมองเซี่ยหลินที่นอนแกล้งตายอยู่บนเตียงเตา

ก็เพราะเจ้าหมอนี่ประหลาดเกินใคร จนทำให้คนทั้งตระกูลเซี่ยเดือดดาล ในที่สุดทุกคนก็ทนไม่ไหว เลยเป็นเหตุให้พวกเขาถูกบังคับแยกบ้านตั้งแต่วันแต่งงาน

แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ชื่อที่ชาวบ้านธรรมดาจะตั้งกัน

ได้ยินว่าตอนเซี่ยหลินยังเด็ก เคยมีนักพรตพเนจรผ่านมาที่หมู่บ้าน นักพรตเฒ่าคนนั้นดูดวงให้เซี่ยหลิน บอกว่าเขาคือดาวบุ๋นชวีซึ่งหาได้ยากในรอบร้อยปีลงมาจุติ พออารมณ์ดีจึงตั้งชื่อเซี่ยหลินให้

ตระกูลเซี่ยเป็นชาวไร่ชาวนามาหลายชั่วคน ทุกคนต่างฝันอยากให้ลูกหลานเปลี่ยนฐานะ นักพรตเฒ่าพูดให้ความหวังแก่ตระกูลเซี่ย ทั้งบ้านจึงรัดเข็มขัด กัดฟันส่งเซี่ยหลินไปเรียนหนังสือกับบัณฑิตเฒ่าที่ยังสอบไม่ผ่านระดับท้องถิ่นในอำเภอ

แต่ใครจะคิดว่าเซี่ยหลินจะเป็นอัจฉริยะเสียเหลือเกิน เรียนกับบัณฑิตเฒ่าห้าปี ก็หลับในสำนักเรียนทั้งห้าปี

บัณฑิตเฒ่าอยากได้เงินเพิ่มอีกไม่กี่อีแปะ เลยไม่ยอมบอกคนตระกูลเซี่ย จนกระทั่งทางการสำรวจจำนวนประชากร ตระกูลเซี่ยอยากอวดว่ามีลูกชายเรียนหนังสือ จึงให้เซี่ยหลินเขียนชื่อของตัวเองลงไป ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าอย่าว่าแต่เรียนหนังสือ อ่านออกเขียนได้ หรือเข้าสอบขุนนางเลย แม้แต่ชื่อตัวเองเซี่ยหลินก็ยังเขียนไม่เป็น

เรื่องนี้ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ สำหรับคนตระกูลเซี่ย ได้ยินว่าพ่อเฒ่าเซี่ยโฮ่วฟาไปร้องไห้ที่สุสานบรรพชนทั้งคืน ส่วนแม่ของเซี่ยหลินอย่างแม่เฒ่าเหมียวก็ร้องไห้อยู่ในบ้าน จนชาวบ้านเกือบคิดว่ามีผีอาละวาด

พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ปริปากก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถึงกับประกาศกร้าวว่า ถ้ายังจะให้เซี่ยหลินเรียนหนังสืออีก พวกนางจะพาลูกกลับบ้านเดิม!

เงินก็เสียไปไม่น้อย คนก็เลี้ยงเสียคน เห็นชัดว่าเรียนต่อไปก็ไม่มีหวัง แถมชีวิตในบ้านก็ไม่สู้ดี หลังจากปรึกษากันแล้ว ตระกูลเซี่ยจึงเลิกคิดจะให้เซี่ยหลินเรียนต่อ

เซี่ยหลินก็เป็นเด็กว่าง่าย ให้ไปเรียนก็ไปเรียน ให้กลับมาทำนาก็กลับมาทำนา ท่าทางเชื่อฟังน่าสงสารของเขาทำเอาคนไม่กล้าตำหนิ

เพียงแต่หลายปีที่สนับสนุนให้เซี่ยหลินเรียนหนังสือ เขาได้รับการปรนนิบัติราวกับบรรพบุรุษ อาหารการกินอย่างดี ไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง

เซี่ยหลินที่จู่ ๆ ก็เลิกเรียนแล้วกลับบ้านยังแก้นิสัยขี้เกียจและตะกละไม่ได้ ไม่ว่าคนในบ้านจะงัดสารพัดวิธีมาใช้ ลูกชายคนนี้ก็เหมือนเกิดมาถูกชะตากับเตียงเตาดิน ต่อให้ลากไปนาก็ไม่ถึงหนึ่งเค่อดี ต้องล้มลงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนคันนาแน่นอน

เรื่องกินไม่เลือกมากนัก ไม่ให้อาหารดี ๆ แค่มีเสบียงพอไม่ให้อดตายก็พอ มีหมั่นโถวก็หมั่นโถว มีผักป่าก็กินผักป่า แต่ถ้าจะให้ทำงานล่ะก็ เลิกหวังได้เลย

เซี่ยหลินเป็นคนดังในหมู่บ้านละแวกสิบลี้ แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยด้วยซ้ำ ตอนพ่อแม่กับพี่ชายโมโหจนหน้าเขียว เขายังปลอบว่า “ปากคนอื่นอยู่บนหน้าคนอื่น อยากพูดอะไรก็ปล่อยเขาพูดไปสิ ข้าก็ไม่ได้ฆ่าคนวางเพลิงหรือทำผิดกฎหมาย แค่พวกท่านรู้ว่าข้าดีก็พอแล้ว”

คนตระกูลเซี่ยได้ฟังแล้วก็อัดอั้นจนแทบกระอักเลือด รู้ว่าเจ้าดีหรือ? มีดีตรงไหนให้คนอื่นเขารู้บ้างล่ะ?

พ่อแม่เซี่ยหลินกลุ้มใจกับลูกชายคนเล็กจนผมหงอก คิดว่าลูกคนนี้หมดหวังแล้ว แต่เด็กคนนี้ก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริง ๆ นอกจากขี้เกียจกับตะกละก็ไม่มีนิสัยเสียอื่น จะตี เขาก็ทำหน้าเหมือนถูกใส่ร้าย คนแก่สองคนตีไปแค่สองครั้งก็ทำใจไม่ลง จะดุ เขาก็ยืนให้ดุอย่างว่าง่าย พอดุจบก็กลับไปนอน คนที่โมโหก็ยังเป็นพ่อแม่อยู่ดี

พอเห็นว่าอายุครบสิบแปดแล้ว อย่าว่าแต่แต่งเมียเลย ขนาดหมาเห็นเซี่ยหลินยังส่ายหน้า เซี่ยโฮ่วฟาสะดุ้งตื่นกลางดึก จู่ ๆ ก็นึกถึงสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เด็กที่เคยจัดไว้ให้ลูกชาย จึงไปหาตระกูลเจียง

ตระกูลเจียงแม้จะเป็นชาวนาเหมือนกัน แต่เจียงหงชาง ลุงใหญ่ของเจียงหลิง เคยสอบได้ระดับท้องถิ่นตั้งแต่ยังหนุ่ม หลังจากหมดหวังจะสอบได้ระดับซิ่วไฉ ก็ไปอ้อนวอนผู้ใหญ่ให้ช่วยใช้เงินก้อนโตฝากฝังตัวเองเข้าทำงานเป็นเสมียนเล็ก ๆ ในที่ว่าการอำเภอ แม้เป็นขุนนางปลายแถว แต่ตระกูลเจียงก็ยังต่างจากชาวนาทั่วไปอยู่บ้าง

คนที่หมั้นหมายกับเซี่ยหลินคือเจียงอวิ๋น ลูกพี่ลูกน้องของเจียงหลิง แต่เจียงอวิ๋นคิดว่าพ่อของนางอย่างไรก็ทำงานในที่ว่าการอำเภอ ถึงนางจะเทียบคุณหนูตระกูลใหญ่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรแต่งกับชาวนาธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนขี้เกียจที่อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว คนอย่างเขาไม่มีทางคู่ควรกับนาง ลูกสาวของผู้สอบได้ระดับท้องถิ่นอย่างไรก็ต้องแต่งกับบัณฑิต

แต่บัณฑิตย่อมรักหน้าตา จะไม่ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ก็ไม่ได้ มิฉะนั้นถ้าคนอื่นในที่ว่าการรู้เข้า ชื่อเสียงของเจียงหงชางคงเสียหายหนัก

เจียงหงชางจึงพูดว่า “เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องเล็ก ชื่อเสียงเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงก็ต้องแต่ง”

เจียงอวิ๋นหัวไว จึงไปขอร้องแม่เฒ่าเจียง พอพูดหว่านล้อมและให้คำมั่นสัญญาไปชุดใหญ่ สุดท้ายแม่เฒ่าเจียงก็ใช้อำนาจตัดสินใจแทน บังคับให้เจียงหลิงจากบ้านรองแต่งกับลูกชายคนเล็กของตระกูลเซี่ยแทนเจียงอวิ๋น

ร่างเดิมมีคนรักในวัยเด็ก ทุกคนต่างคิดว่าทั้งคู่คงได้ลงเอยกัน ฝ่ายชายพยายามเก็บเงินสินสอดมาตลอด ใครจะคิดว่าแม่เฒ่าเจียงจะเข้ามาขัดขวางแล้วจับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ร่างเดิมย่อมไม่ยินยอม

พ่อของร่างเดิมไม่มีความสามารถอะไร ในบ้านจึงเป็นเหมือนวัวแก่ที่เอาแต่ก้มหน้าทำงาน สองสามีภรรยาไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานนี้ จึงไปหาแม่เฒ่าเพื่อแสดงความไม่ยินยอม แต่แม่เฒ่าพูดว่า “ไม่แต่งก็ต้องแต่ง เจ้าเป็นลูกชายข้า ก็ต้องฟังข้า ลูกสาวเจ้าก็ต้องฟังข้าด้วย”

ทว่าร่างเดิมเป็นคนหัวแข็ง นางประกาศกร้าวทันทีว่า “ถ้าบังคับให้แต่ง ข้าจะตายให้ดู”

แม่เฒ่าเจียงยิ่งโหดกว่า “ตายแล้วก็ต้องหามไปตระกูลเซี่ยอยู่ดี”

ไม่มีใครในตระกูลเจียงคิดว่าร่างเดิมจะทำจริง แต่ระหว่างทางไปแต่งงานกับตระกูลเซี่ย นางกลับรัดคอตัวเองตาย เจียงหลิงจากวันสิ้นโลกจึงเข้ามาอยู่ในร่างนี้

พ่อแม่เซี่ยพบว่าเจ้าสาวถูกเปลี่ยนตัว ก็โกรธจนด่ากราด แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ จึงกำชับสองสามีภรรยาใหม่อยู่ชุดหนึ่ง ก่อนจะไล่พวกเขาออกจากบ้าน

เป้าหมายก็เพื่อให้เซี่ยหลินรับผิดชอบครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเอง

อย่างไรเสียก็มีคำกล่าวเก่า ๆ ว่า ผู้ชายก่อนแต่งงานยังเป็นเด็ก พอแต่งงาน มีความรับผิดชอบ ต้องดูแลเมียกับลูก ก็จะโตขึ้นเองและรู้จักรับผิดชอบ

เจียงหลิงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

บ้านที่แบ่งให้คู่สามีภรรยาอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เป็นบ้านที่ปู่ย่าของตระกูลเซี่ยเคยอยู่ หลังปู่เซี่ยเสีย ย่าก็ย้ายไปอยู่กับพ่อแม่เซี่ย บ้านเก่าหลังนี้จึงตกเป็นของเซี่ยหลิน

ก่อนแต่งงาน บ้านหลังนี้ถูกจัดเก็บจนสะอาดเอี่ยม เตียงเตาก่อใหม่ หลังคามุงจากซ่อมแซมแล้ว ทั้งหม้อ ชาม และกะละมังต่างก็เตรียมไว้ครบ เห็นได้ชัดว่าตระกูลเซี่ยวางแผนไว้ก่อนแล้ว

เซี่ยหลินเคาะประตูบ้านตัวเองอยู่หนึ่งเค่อเต็ม ๆ ก็ไม่มีใครสนใจ เขาจึงได้แต่พาเจียงหลิงที่ยังงงเป็นไก่ตาแตกไปพักที่บ้านเก่า ระหว่างเดินมาทางนี้ด้วยความขุ่นเคือง เขาดันลื่นล้มจนข้อเท้าแพลง เรื่องจึงลงเอยเป็นฉากเมื่อครู่นี้

สรุปสั้น ๆ คือ เจียงหลิงตกจากหลุมหนึ่งไปอีกหลุมหนึ่ง ข้อดีอย่างเดียวคือมีคนมานอนก้นหลุมเป็นเพื่อน บางทีนางอาจใช้เขาเป็นบันไดปีนออกไปได้

ชาติก่อนอดตาย ชาตินี้บางทีอาจอดตายอีก

เจียงหลิงคิดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า ถ้าตายอีกรอบ จะตายให้หมดจดไปเลยได้ไหมนะ?

ข้างนอกฟ้าเริ่มมืด ตอนบ่ายเพิ่งกินเลี้ยงแต่งงานที่บ้านพ่อแม่สามีมา ท้องก็ยังไม่หิวเท่าไร

ยังไม่ทันคิดออกว่าจะใช้ชีวิตในยุคโบราณนี้อย่างไร ก็ได้ยินชายข้างกายพูดจ้อไม่หยุด “ได้ยินมาว่าแต่งงานแล้วต้องเข้าหอด้วยหรือ?”

เจียงหลิงยังไม่ทันตอบ เซี่ยหลินก็แผ่ตัวออกอย่างเต็มใจ แล้วยังพูดอย่างมีเหตุผลอีกว่า “เข้าหอก็เหนื่อยเหมือนกัน ร่างกายข้าไม่ค่อยดี ไม่งั้นเจ้าจัดการเองเถอะ”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป