เสบียง 30 จินล้วนเป็นธัญพืชหยาบ แถมยังมีรำข้าวสาลีปนอยู่ด้วย
แม้เซี่ยหลินจะรับปากว่าจะไปทำอาหาร แต่เอาเข้าจริงเขากลับไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ก่อไฟเป็นก็จริง ตอนอยู่สำนักศึกษา พ่อครัวใหญ่มักเรียกเขาไปช่วยก่อไฟอยู่บ่อย ๆ แลกกับอาหารสักคำสองคำ แต่ทำอาหารน่ะหรือ ชาตินี้เขาไม่เคยทำเลย
เพียงแต่ตอนนี้ท้องเขาหิวจนแทบทนไม่ไหว พอเห็นท่าทางของเจียงหลิงแล้วก็ดูเหมือนว่านางจะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ หากเขาไม่ทำอาหาร เขาจึงได้แต่ข่มใจลุกจากที่นอนไปเข้าครัว
เจียงหลิงไม่ชอบลงมือเอง แต่ชอบออกคำสั่ง นางจึงเริ่มชี้แนะเซี่ยหลิน เซี่ยหลินสงสัยขึ้นมา “ในเมื่อเจ้าทำเป็น แล้วทำไมไม่ทำเองล่ะ?”
“ในเมื่อเจ้าทำไม่เป็น แล้วทำไมไม่เรียนล่ะ? ผู้ชายทำอาหารเป็นมีข้อดีตั้งเยอะ”
เซี่ยหลินถาม “ข้อดีอะไร?”
เจียงหลิงตอบ “เอาไว้โชว์เท่น่ะสิ เจ้าเป็นผู้ชายก็ต้องเก่งเรื่องโชว์เท่สิ นี่โตมาป่านนี้แล้วยังทำไม่เป็นอีก”
เซี่ยหลินถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ก็ยังยอมรับอย่างซื่อ ๆ “เพราะขี้เกียจ”
เจียงหลิงว่า “เหตุผลนี้ใช้กับข้าไม่ได้ รีบ ๆ เข้า ผู้ชายที่ดีควรเริ่มหัดทำอาหารตั้งแต่เดินเป็นแล้ว”
เซี่ยหลินอยากเถียงกับคำพูดนี้อยู่เหมือนกัน เพราะในบ้านของเขา ทั้งพ่อ พี่ชายคนโต และพี่ชายคนรองก็เป็นผู้ชาย แต่ไม่มีใครทำอาหารสักคน ทำไมพอเป็นเขาแล้วถึงต้องหัดทำด้วย
ส่วนเรื่องโชว์เท่หรือไม่โชว์เท่ เขายิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่
แต่ก็กลัวว่าเจียงหลิงจะลงมือจริง ๆ
อากาศยังร้อนอยู่ และฟ้าก็มืดช้ากว่าปกติ เซี่ยหลินเพิ่งทำอาหารเป็นครั้งแรก แม้จะหงุดหงิดที่ถูกเจียงหลิงสั่งโน่นสั่งนี่ แต่ตอนนึ่งหมั่นโถวออกมาได้จริง ๆ เขาก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย
“ไม่เลวเลย หมั่นโถวพวกนี้พอให้เราสองคนกินได้หลายวัน”
คราวนี้นอนอยู่เฉย ๆ ก็มีข้าวกินแล้ว
ข้อดีของเซี่ยหลินมีอยู่เรื่องหนึ่ง เขาไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายแล้วต้องกินมากกว่าผู้หญิง ตรงกันข้าม เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำงานอะไร กินน้อยลงสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร ขอแค่ไม่อดตายก็พอ
แม้แต่ตอนเจียงหลิงเอื้อมไปหยิบหมั่นโถวชิ้นที่สอง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ในเมื่อยังมีให้กิน อยากกินก็กินไปสิ
“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกินได้กี่วัน”
แต่ทั้งคู่ต่างเป็นพวกกินมื้อนี้แล้วไม่คิดถึงมื้อต่อไป เจียงหลิงเคยหิวโหยอย่างหนักในชาติก่อน ชาตินี้พอถึงเวลากินจึงมักห้ามใจตัวเองไม่ค่อยอยู่ เผลอตะกละเสียทุกที
เจียงหลิงพูดเสียงเนือย ๆ “รู้ว่าอาหารไม่พอก็ลุกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวสิ ผู้ชายที่ดีถ้าอยากให้ผู้หญิงคอยปรนนิบัติ ก็ต้องเลี้ยงครอบครัวไหว ขอแค่เจ้าหาเงินซื้อเสบียงมาได้ ข้ารับรองว่าจะปรนนิบัติเจ้าอย่างดีจนสบายไปทั้งตัว”
จะให้ปรนนิบัติน่ะไม่มีทาง แต่พูดวาดฝันไปก็ไม่เสียหาย
น่าเสียดายที่เซี่ยหลินไม่ใช่คนที่ถูกกระตุ้นแล้วจะฮึดขึ้นมา คำพูดของเจียงหลิงลอยเข้าหูเขาแล้วก็ปลิวหายไปทันที
เขาเชื่อมั่นว่าฟ้าถล่มก็ต้องมีคนตัวสูงคอยค้ำไว้ ส่วนใครเป็นคนตัวสูงนั้น เขาก็ไม่รู้ และขี้เกียจคิดด้วย
แต่สำหรับเจียงหลิงแล้ว เซี่ยหลินนี่แหละคือคนตัวสูง ตายเสียคนอื่นดีกว่าตายเสียตัวเอง หากในบ้านต้องมีคนหนึ่งนอนเฉย ๆ คนนั้นก็ควรเป็นนาง ไม่ใช่เซี่ยหลิน
คืนนั้นทั้งคู่ยังคงอยู่กันอย่างสงบ การนึ่งหมั่นโถวคงทำให้เซี่ยหลินเหนื่อย หรือไม่ก็เขาลืมไปแล้ว สุดท้ายจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องเข้าหอ ทั้งสองอาบน้ำแล้วแยกย้ายกันเข้านอน
รุ่งขึ้นทั้งคู่ลืมตาตื่นมาก็เห็นแดดส่องจ้าเสียแล้ว
เซี่ยหลินถาม “เจ้าไม่กลับบ้านเดิมหรือ?”
เจียงหลิงถามกลับ “แล้วเจ้าไม่ไปบ้านพ่อตาหรือ?”
เซี่ยหลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เดินทางเหนื่อยจะตาย ข้างนอกก็ร้อนขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเจ้ากลับไปคนเดียวดีไหม?” นอนอยู่บนเตียงอุ่นสบายกว่าเยอะ
เจียงหลิงคิดแล้วก็เห็นด้วย “สายแล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
“ก็ดี”
ทั้งคู่ไม่ออกจากบ้าน แม่เฒ่าเหมียวกับคนอื่น ๆ จึงไม่รู้เลยว่าพวกเขาไม่ได้ออกไปไหนหลายวันติดกัน พอไม่เห็นทั้งคู่มาหาหลายวันเข้า แม่เฒ่าเหมียวก็ยังบอกเซี่ยโฮ่วฟาว่าเซี่ยหลินคงรู้จักคิดได้เสียที รู้จักใช้ชีวิตเป็นแล้ว
เซี่ยโฮ่วฟาเองก็พอใจขึ้นมาบ้าง “ข้าจะไปดูที่นา 2 หมู่ผืนนั้นเสียหน่อย อย่าให้พวกเขาทำพังเข้าล่ะ”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลเซี่ยสะสมที่นาได้ทั้งหมด 6 หมู่ เป็นนากลาง 4 หมู่ และนาขั้นต่ำ 2 หมู่
ถึงจะแยกบ้านให้ลูกชายออกไปแล้ว แต่ก็กลัวว่าลูกจะอดตาย จึงยกนากลางให้ไป 2 หมู่ ตอนเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ เซี่ยโฮ่วฟาพาลูกชายสองคนหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างระมัดระวัง ครั้นต้นกล้าเริ่มออกรวง เขาก็พาลูกชายทั้งสองไปช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงรวงข้าวด้วย ตอนนี้เหลืออีกเดือนเดียวก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เซี่ยโฮ่วฟากลัวจริง ๆ ว่าเซี่ยหลินจะทำที่นาพังหมด
แต่พอเซี่ยโฮ่วฟาไปถึงนาแล้วเห็นหญ้าขึ้นสูงท่วมหัว เลือดก็สูบฉีดขึ้นมาจนแทบเป็นลมล้มพับ
หลายวันมานี้เซี่ยหลินไม่เคยไปทำงานในนาเลยสักครั้ง!
ที่ว่าแต่งงานแล้วรู้จักคิด รู้จักใช้ชีวิตนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
เซี่ยโฮ่วฟาหน้าบึ้ง เดินกลับไป แต่พอเห็นหญ้าในนาแล้วก็ขัดหูขัดตา จึงกลั้นโทสะถอนหญ้าไปเกือบครึ่งนา
ยิ่งถอนก็ยิ่งโมโห ยิ่งทำก็ยิ่งเดือด ทั้งยังเสียดายพืชผลในนา 2 หมู่นี้
“ไอ้ลูกเวรนี่ ทำข้าโมโหจนจะตายอยู่แล้ว”
ระหว่างที่กำลังทำงาน มีคนในหมู่บ้านเดินผ่านมาพอดี “พี่เซี่ย นี่ไม่ใช่ว่าแบ่งนาให้ลูกชายคนที่สามไปแล้วหรือ? ทำไมพ่ออย่างพี่ยังต้องลงมาทำเองอีกล่ะ?”
คำพูดนั้นแทงใจดำเข้าเต็มเปา เรื่องที่ตระกูลเซี่ยแยกบ้านให้สามีภรรยาคู่ที่สามออกไปอยู่กันเอง คนในหมู่บ้านต่างก็รู้กันหมด หลายวันนี้ทุกคนคุยเรื่องบ้านตระกูลเซี่ยกันจนเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหาร
ถึงขั้นมีคนพนันกันด้วยว่าที่นา 2 หมู่นั้นจะลงเอยอย่างไร ไม่แน่ว่าสามีภรรยาคู่นี้อาจขายทิ้งแล้วเอาเงินไปซื้อเสบียงกิน
ตอนนี้พอเห็นเซี่ยโฮ่วฟามาถอนหญ้า ข่าวลือนั้นก็ยิ่งดูน่าเชื่อขึ้นไปอีก
“ลูกชายไม่ทำ แล้วลูกสะใภ้ก็ไม่ทำด้วยหรือ?”
เซี่ยโฮ่วฟาไม่พูดสักคำ โมโหจนไม่ถอนต่อแล้ว เขาคว้าจอบเดินกลับบ้านทันที
ขนาดลูกชายยังไม่ทำ จะไปหวังให้สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านลงนาทำงานได้อย่างไร
เซี่ยโฮ่วฟาคิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดยังไงก็อยู่ที่ลูกชาย ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจไม่ใช่เกี่ยวดอง แต่เป็นผูกแค้น ใครกันจะดีใจที่ลูกสาวแต่งกับผู้ชายแบบนี้
ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจียงหงชางถึงไม่เต็มใจ
แต่เรื่องนั้นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด หากเจียงหลิงเห็นว่าเซี่ยหลินขี้เกียจอย่างที่ลือกันจริง ๆ แล้วโมโหจนกลับบ้านเดิม ไม่ยอมกลับมาอีกจะทำอย่างไร
แต่งสะใภ้คนหนึ่งเสียเงินไม่น้อย พวกเขาไม่มีเงินพอจะให้ลูกชายคนที่สามแต่งใหม่อีกรอบแล้ว
“ท่านพ่อ เป็นอะไรไปหรือ? ที่นา 2 หมู่นั้นไม่ดีหรือ ขาดน้ำหรือ?”
เซี่ยโฮ่วฟาโยนจอบทิ้ง นั่งขุ่นเคืองอยู่ในลานบ้าน “เจ้าสามไม่เคยไปนาเลยสักครั้ง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัวแล้ว”
“อะไรนะ?”
แม่เฒ่าเหมียวตกใจทันที “ไม่ไปหรือ? แล้ววัน ๆ เอาแต่ทำอะไร?”
เซี่ยโฮ่วฟาฮึดฮัด “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
ลูกชายของพวกเขาก็เป็นแบบนั้น พวกเขายังไม่กล้าตำหนิเจียงหลิงด้วยซ้ำ
จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็มาเยือน
ชายหนุ่มเป็นคนในหมู่บ้าน วันนี้ตั้งใจมาแจ้งข่าวให้พวกเขา “ท่านป้าเหมียว ท่านลุงเซี่ย วันนี้ข้าไปเจอคนจากตระกูลเจียงที่หมู่บ้านซ่างเหอในเมืองมา พวกเขาฝากถามว่าเหตุใดเจียงหลิงถึงยังไม่กลับบ้านเดิม”
“ว่าอะไรนะ? กลับบ้านเดิมหรือ?” แม่เฒ่าเหมียวรู้สึกตาลาย นั่นไม่ใช่เรื่องเมื่อหลายวันก่อนหรอกหรือ?
เซี่ยโฮ่วฟาเองก็งุนงง “หรือว่าพวกเขายังไม่ได้กลับบ้านเดิมเลย? แล้ววัน ๆ ทำอะไรกันอยู่?”
ทำอะไรน่ะหรือ?
คนหนึ่งนอน อีกคนก็นอนเหมือนกัน
เจียงหลิงคิดว่า ในเมื่อจะนอนกินไปวัน ๆ ก็ทำด้วยกันทั้งคู่เลยแล้วกัน
อย่างไรนางก็เคยอดตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มากสุดก็แค่ตายอีกรอบ ไม่แน่ว่าตายแล้วอาจได้กลับไปอีกก็ได้ ถึงตอนนั้นเป็นซอมบี้ยังดีกว่าท้องหิว
เสบียง 30 จินกินได้ไม่นานนัก ยิ่งช่วงนี้เจียงหลิงกินเก่งขึ้น ปริมาณที่เหลืออยู่จึงแทบไม่มากแล้ว
เรื่องกลับบ้านเดิมยังไม่ต้องรีบร้อน รอให้อาหารหมดแล้วค่อยกลับไปขออาหารจากลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ ถ้าไม่ให้ก็ร้องไห้ใส่เสียเลย ใครใช้ให้พวกเขาบังคับนางมาแต่งแทนกันล่ะ
ตอนนั้นแม่เฒ่าเหมียวก็มาถึง
เจียงหลิงเตะเซี่ยหลินไปทีหนึ่ง เซี่ยหลินสะดุ้งตื่นจากฝัน “อะไรอีกล่ะ หมั่นโถวก็นึ่งเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ?”
เจียงหลิงบอก “แม่เจ้ามาแล้ว”
“อ้อ” เซี่ยหลินพลิกตัวแล้วหลับต่อ
เจียงหลิงแค่นเสียงเบา ๆ ขยี้ตา ทำหน้าเหมือนน่าสงสาร ก่อนเดินไปเปิดประตู “ท่านแม่”
แววตาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ราวกับอัดอั้นจนไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง
แม่เฒ่าเหมียวใจหายวาบ “เป็นอะไรไป? เจ้าสามรังแกเจ้าหรือ?”
หัวใจนางเต้นระทึก ลูกชายเป็นคนอย่างไรนางรู้ดีกว่าใคร ก่อนมานางยังคิดจะมาเอาเรื่องสองคนนี้อยู่เลยว่าเหตุใดถึงไม่มีใครขยับตัวทำอะไรสักอย่าง
แต่พอเห็นท่าทางของลูกสะใภ้ แม่เฒ่าเหมียวก็โยนความผิดทั้งหมดให้เซี่ยหลินทันที
มารดาย่อมรู้จักลูกชายดีที่สุด
แม่เฒ่าเหมียวถอนหายใจ “บอกแม่มา แม่จะจัดการให้เจ้าเอง”
“ท่านแม่ ท่านดีกับข้าจริง ๆ” เจียงหลิงกอดอกแล้วร้องไห้โฮ “สามีไม่ยอมลงนา แต่ข้าเป็นผู้หญิง จะลงนาได้อย่างไร? กลางทุ่งกลางป่า ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน หากเจอคนร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
ข้อดีอย่างหนึ่งของยุคโบราณคือชายเป็นใหญ่หญิงดูแลเรือน งานในบ้านจะทำหรือไม่ทำใครจะไปรู้ แต่งานข้างนอกเป็นหน้าที่ของเซี่ยหลิน หากไม่ทำ ใคร ๆ ก็เห็นกันหมด
แม่เฒ่าเหมียวเดิมทีก็โมโหอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ก็เดือดดาลทันที นางคว้ากิ่งไม้จากห้องครัวแล้วพุ่งเข้าไปข้างใน “เซี่ยสาม! แม่จะตีเจ้าให้ตาย!”
เซี่ยหลินที่กำลังหลับอยู่ถูกฟาดจนสะดุ้งตื่น
นี่เป็นครั้งแรกที่แม่เฒ่าเหมียวตีเขา
แต่ก็ตีไปแค่ครั้งเดียว แม่เฒ่าเหมียวเองก็ทำใจตีเขาต่อไม่ลง
“เจ้านี่มันจริง ๆ เลย!”
แม่เฒ่าเหมียวเหลือบมองถุงเสบียง พอเห็นว่าเสบียง 30 จินพร่องไปเกินครึ่ง แล้วมองหมั่นโถวบนโต๊ะอีกครั้ง ก็รู้สึกเวียนหัวตาลายขึ้นมาทันที “เจ้า...เจ้านี่...”
ในใจนางคิดไปเองแล้วว่าเซี่ยหลินกินเสบียงไปเสียเกินครึ่ง เพราะปกติผู้หญิงกินไม่มาก นางจึงไม่ได้นึกถึงเจียงหลิงเลย
“เจ้านี่ทำข้าโมโหจนจะตายอยู่แล้ว ต่อไปอดตายไปซะ ให้เจียงหลิงไปหาคนใหม่”
เจียงหลิงลูบคาง หาคนใหม่หรือ? ช่างเถอะ ผู้ชายในยุคโบราณไม่มีใครดีสักคน
นางส่ายหน้า “ท่านแม่ ข้าไม่หาหรอก ข้าจะเป็นม่ายไปเลย”
ทำหน้าตาน่าสงสาร ทั้งยังน้อยเนื้อต่ำใจสุด ๆ
แม่เฒ่าเหมียว “...”
ทำไมคำพูดนี้ฟังดูแปลก ๆ ชอบกลนะ
แม่เฒ่าเหมียวกำลังโมโหอยู่แท้ ๆ แต่จู่ ๆ ก็ใจอ่อนขึ้นมา “ช่างเถอะ เป็นความผิดเจ้าสามทั้งนั้น เจียงหลิง จำไว้ว่าต้องกลับบ้านเดิม พ่อแม่เจ้าฝากคนส่งข่าวมาแล้ว หากเจ้าสามขัดขวางอีกก็บอกแม่ แม่จะจัดการเขาเอง”
แม่เฒ่าเหมียวมาเร็วไปเร็ว นางกลัวว่าเจียงหลิงจะบอกว่าไม่กลับบ้านเดิมแล้ว ไม่เอาเจ้าสามตัวนี้อีก
ใช่ว่าหญิงสาวแต่งงานใหม่จะเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเจียงหลิงหน้าตางดงามขนาดนี้ด้วย แต่ลูกชายของนางถึงจะหน้าตาดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ชื่อเสียงเรื่องความขี้เกียจลือกระฉ่อนไปทั่วแล้ว หากไม่มีเจียงหลิง ชาตินี้คงได้เป็นหนุ่มโสดไปตลอด
เจียงหลิงแสนกตัญญู เดินไปส่งแม่เฒ่าเหมียวถึงหน้าประตู
แม่เฒ่าเหมียวบอกเจียงหลิงว่า “เจียงหลิงเอ๊ย ที่พวกเราให้กำเนิดเจ้าสามจอมเหลวไหลแบบนี้ก็เป็นความผิดของพวกเรา แต่ไหน ๆ ก็แยกบ้านกันแล้ว ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้ดี เสบียงหมดแล้วบ้านเราก็ไม่มีเหลือเหมือนกัน เจ้าคอยไล่เจ้าสามออกไปทำงาน พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะมีอาหารเอง”
นางต้องรีบไปแล้ว หากช้ากว่านี้ก็กลัวลูกสะใภ้จะหนีไปเสียก่อน ถ้าหนีไปแล้วจะไปหาสะใภ้ใหม่จากที่ไหนมาแต่งให้ลูกชายอีก
ตั้งแต่ต้นจนจบ เซี่ยหลินก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่ถึงโกรธ แค่เพราะไม่ได้กลับบ้านเดิมหรือ?
พวกเขาไม่ได้กลับหรือ?
ในหัวของเจียงหลิงเหลือเพียงคำพูดสองประโยคที่แม่เฒ่าเหมียวบอกไว้ เสบียงหมดแล้วก็ไม่มีเหลือ
เตาเย็นชืด ทั้งยังมีสามีที่เอาแต่นอนกินไม่ทำงานอยู่ข้าง ๆ
เจียงหลิงรู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน
【ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์มีค่าความยากจนถึงเกณฑ์ ระบบสอบขุนนางสู่จุดสูงสุดเปิดใช้งานสำเร็จ】