ลู่เซวียนมองส่งเวินอวี่ยู่ออกจากร้านไปจนลับตา ถึงได้ถอนหายใจโล่งอก แล้วหันหลังเดินไปยังลานหลังบ้าน
ตอนผลักประตูหลังบ้านเข้าไป เขาชะงักไปเล็กน้อย
ลานถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยม
ชามตะเกียบบนโต๊ะหินถูกเก็บไปแล้ว เตาก็เช็ดเรียบร้อย แม้แต่ใบไม้ร่วงบนพื้นก็หายไปหมด
เขาค่อนข้างแปลกใจ เงยหน้าขึ้นก็เห็นหลินเสี่ยวฉานโผล่ตัวออกมาจากห้องครึ่งหนึ่ง ในมือยังกำผ้าขี้ริ้วไว้ แล้วกะพริบตาให้เขา “ศิษย์พี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
“เจ้าเก็บกวาดหรือ” ลู่เซวียนเดินเข้าไปในลาน
“ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครเจ้าคะ” หลินเสี่ยวฉานตอบอย่างมั่นใจ “ข้าไม่ได้รู้จักแต่กินฟรีเสียหน่อย”
“รอข้าสักครู่”
พูดจบนางก็หันหลังเข้าไปในห้อง ไม่นานก็ยกบะหมี่ร้อนกรุ่นชามหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะหิน “ศิษย์พี่ยุ่งมาทั้งบ่าย คงยังไม่ได้กินข้าว ข้าก็เลยทำเผื่อไว้...ลองชิมดูนะเจ้าคะ”
ลู่เซวียนก้มมองบะหมี่ในชาม น้ำซุปยังใสอยู่ มีผักวิญญาณลอยอยู่สองสามชิ้นกับไข่ดาวน้ำหนึ่งฟอง แม้หน้าตาจะไม่ประณีตนัก แต่ข้อดีคือยังร้อนกรุ่น
เขานั่งลง หยิบตะเกียบคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก เคี้ยวอยู่สองสามที
ไม่ถึงกับกินไม่ได้ แต่ก็พูดได้ยากว่าอร่อย
รสชาติออกเค็มไปหน่อย เส้นบะหมี่ก็นุ่มเกินไปเล็กน้อย
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” หลินเสี่ยวฉานยืนอยู่ข้าง ๆ มองเขาตาปริบ ๆ อย่างคาดหวัง
“ก็พอใช้ได้” ลู่เซวียนวางตะเกียบแล้วมองนาง “ทำอาหารครั้งแรกหรือ”
หลินเสี่ยวฉานเบือนสายตาอย่างเขินอาย “...เมื่อก่อนข้าไม่ค่อยได้เข้าครัว อยู่ที่สำนักก็กินอาหารในโรงครัวตลอด แต่ศิษย์พี่วางใจเถิด ข้าจะกลับไปฝึกทำให้ดี!”
“ไม่จำเป็น มีเวลาแบบนั้นเอาไปเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญหรือขุดสมุนไพรวิญญาณยังดีกว่า ถ้าอยากกินก็แวะมาหาข้าที่นี่”
