ในวัง
ตำหนักเฉาหวา
ซือถูจิ้งนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดง มือถือหวีไม้สางปลายผมอย่างเหม่อลอย เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ดึงนางกลับจากภวังค์ ซือถูจิ้งหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร แววผิดหวังก็วาบผ่านดวงตาโดยไม่รู้ตัว
“ฝ่าบาท... เสด็จไปตำหนักฉีอู่อีกแล้วหรือ?”
ชิงหลาน นางกำนัลใหญ่ ยอบกายคำนับ สีหน้าลำบากใจ “ทูลเหนียงเหนียง บางทีฝ่าบาทอาจทรงสะสางราชกิจจนดึก ตำหนักฉีอู่อยู่ใกล้...”
ชิงหลานไม่อยากเห็นซือถูจิ้งเสียใจ จึงพยายามหาเหตุผลมาแก้ต่าง ทว่าใครจะรู้ว่ากลับแทงใจซือถูจิ้งเข้าอย่างจัง
“หึ ๆ ตำหนักฉีอู่อยู่ใกล้หรือ? เพราะอย่างนี้ ถึงได้ทรงนึกถึงนังแพศยาฉู่หลิงหลานคนนั้นใช่ไหม?”
ซือถูจิ้งหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนกวาดข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งตกลงพื้น พึมพำว่า “เหตุใดกัน? ข้างดงามกว่านาง ชาติตระกูลก็ดีกว่านาง ข้าด้อยกว่านางตรงไหน?
แม้แต่ตำแหน่งฮองเฮาที่ควรเป็นของข้า ยังต้องพลิกผันเพราะนางปรากฏตัว ฝ่าบาททรงทำกับข้าเช่นนี้เพราะเหตุใด?”
“เหนียงเหนียงโปรดระงับโทสะ ฝ่าบาทคงถูกพระสนมฉู่ล่อลวงไปชั่วครู่ อีกทั้งบิดาของนางยังมีความสามารถช่วยราชกิจในราชสำนัก จึงทรงโปรดนางเป็นพิเศษอยู่บ้าง แต่พระทัยของฝ่าบาทยังอยู่กับเหนียงเหนียงนะเพคะ รออีกสักหน่อยเถิด...”
ชิงหลานคุกเข่าลง คลานเข่าไปข้างขาซือถูจิ้ง เงยหน้าประคองแขนนางพลางเกลี้ยกล่อมต่อ
ซือถูจิ้งถูกคำพูดของนางเบี่ยงเบนความสนใจไปจริง ๆ “ใช่แล้ว บิดาของนางมีความสามารถช่วยราชกิจ ส่วนบิดาข้ากลับเอาแต่ขัดพระทัยฝ่าบาท ต่อให้ฝ่าบาทมีใจให้ข้า แต่เพราะเรื่องบิดา ทั้งยังถูกนังแพศยานั่นยุยง พระทัยย่อมเหินห่างจากข้าแน่
เป็นความผิดของท่านพ่อ! เป็นความผิดของแม่ลูกสือหนีเซวียน!”
