เมื่อเห็นเผ่ยโม่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ หนีเซวียนจึงชักมือกลับ ลุกขึ้นสำรวจห้องรับแขก การตกแต่งแบบเรียบง่ายทำให้ห้องดูโล่งกว้างและไร้กลิ่นอายของชีวิต มีเพียงผนังตรงข้ามประตูใหญ่ที่ถูกม่านสีดำบดบังไว้เป็นผืน บางครั้งยังมีเสียงน้ำไหลซู่ ๆ ดังออกมาเป็นระยะ ชวนให้รู้สึกแปลกพิกล
หนีเซวียนมองเผ่ยโม่ที่ยังหลับตาสนิท ก่อนจะอดใจต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เดินมุ่งหน้าไปยังผนังด้านนั้น
ปลายนิ้วของเผ่ยโม่ขยับเล็กน้อย เขาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นไม่เหลือเค้าของความเมามายแม้แต่น้อย สายตาดำสนิทราวหมึกจับจ้องไปยังแผ่นหลังบอบบางที่หันให้เขา รอเพียงให้มือของเธอแตะม่านผืนนั้น
“กริ๊ง ๆ ๆ~”
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับแสบแก้วหูอย่างยิ่งในห้องรับแขกที่ค่อนข้างโล่ง หนีเซวียนชักมือกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว ก่อนหันไปมองทางเผ่ยโม่ พอเห็นว่าเขายังไม่ตื่น เธอจึงรีบกดรับสายอย่างลนลาน
“...พี่คะ”
แม้เผ่ยโม่จะไม่มีทีท่าว่าจะตื่น หนีเซวียนก็ยังจงใจกดเสียงให้เบาลง จนใคร ๆ ฟังออกถึงความรู้สึกผิดและความขลาดกลัวที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง
“ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก?”
นับตั้งแต่หนีเซวียนถูกย้ายไปทำงานที่ชั้นบนสุด ซ่งหยาหนีก็ทำตัวราวกับนักสอดแนม คอยถามข่าวของหลินเหม่ยหยาจากเผ่ยโม่ทุกวัน จนกลายเป็นนิสัยใหม่ไปแล้ว
หนีเซวียนไม่มีทางโกหกซ่งหยาหนี เธอจึงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังเสียงเบาอยู่สองสามประโยค ใครจะคิดว่าพอได้ยินว่าหนีเซวียนอยู่ที่คฤหาสน์เผ่ย ซ่งหยาหนีกลับตื่นเต้นผิดปกติ ถึงกับตะโกนสั่งอะไรบางอย่างมาจากปลายสาย
