“สนุกไหม?”
สุดท้ายก็เป็นเผ่ยโม่ที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อน น้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกนั้นแตกต่างจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง
หนีเซวียนส่ายหน้าเบา ๆ
“...ไม่สนุก”
เธอเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว เมื่อเห็นเขายังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จึงลองยื่นมือไปวางทับหลังมือของเขา แล้วสอดนิ้วเข้าไปในอุ้งมือ
เธอไม่สนใจคนทั้งสามของตระกูลซ่ง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความห่วงใยเป็นความรู้สึกแบบไหน
พวกเขาจะเกิดเรื่องก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เพราะเธอ เธอชดใช้หนี้กรรมของเจ้าของร่างเดิมไม่หมดหรอก
เผ่ยโม่หลุบตาลง มองมือที่กุมประสานกันอยู่ของทั้งคู่ ก่อนจะจิ๊ปาก
“งั้นคราวหน้ายังจะเล่นอีกไหม?”
หนีเซวียนรีบส่ายหน้า ว่าง่ายเป็นที่สุด “ไม่เล่นแล้วค่ะ คราวหน้าจะไม่ทำอีกเด็ดขาด”
“ขยับมานั่งใกล้ ๆ หน่อย นั่งห่างขนาดนั้น กลัวว่าผมจะกินคุณหรือไง?”
เผ่ยโม่สั่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำลงหลายระดับ แม้ปากจะบอกว่าไม่กินเธอ แต่ดวงตาสีหมึกกลับจ้องเธอเขม็งไม่กะพริบ ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น
หนีเซวียนมองระยะห่างระหว่างพวกเขาซึ่งไม่ถึงช่วงแขน แล้วตัวสั่น ก่อนจะขยับไปนั่งข้างเขาอย่างว่าง่าย โดยไม่ต้องรอให้เขาสั่งซ้ำ เธอก็กอดแขนเขาแล้วเอนศีรษะเล็ก ๆ พิงไหล่
“ฉันผิดไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนอื่น คุณอย่าทำให้พี่สาวกับคนอื่น ๆ ลำบากได้ไหม?”
เผ่ยโม่สอดแขนยาวผ่านเอวเธอ รั้งเอวเข้าหาอ้อมอกเล็กน้อย ก่อนจะเอียงหน้าจูบกระหม่อมเธอ แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า
“เซวียนเซวียนพูดอะไรไร้สาระน่ะ? อีกไม่นานคุณก็จะเป็นภรรยาของผมแล้ว ครอบครัวของคุณก็คือครอบครัวของผม ผมมีแต่จะห่วงใยพวกเขา จะทำให้ลำบากได้ยังไง?”
