ร่างกายของซือถูจิ้งยังไม่ฟื้นตัวดี อีกทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน นางจึงดิ้นไม่หลุดไปชั่วขณะ ใบหน้าไม่นานก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
ชิงหลานยังไม่ทันตั้งตัว กระทั่งเห็นซือถูจิ้งเหลือกตาขาว จึงรีบร้อนเข้าไปหมายจะดึงหนีเซวียนออก
แต่เพราะคำนึงถึงฐานะของหนีเซวียน นางจึงไม่กล้ากระชากอีกฝ่ายอย่างแรง
“ฮูหยินไท่ซือ ท่านทำอะไรอยู่ รีบปล่อยมือเร็วเข้า ท่าน...ท่านจะสังหารเหนียงเหนียงหรือเพคะ?”
“ไสหัวไป!”
หนีเซวียนถูกความโกรธครอบงำจนขาดสติ เรี่ยวแรงพลันเพิ่มขึ้นไม่น้อย นางเบี่ยงตัวกระแทกชิงหลานจนเซถอยไป
ชิงหลานไม่กล้าทำร้ายนาง จึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ ก่อนจะเข้าไปกอดเอวหนีเซวียนจากด้านหลังแล้วลากถอยไป
จังหวะที่ถูกลากออกไป ซือถูจิ้งก็ฉวยโอกาสนั้นดึงมือของหนีเซวียนออก แล้วกลิ้งไปนั่งกองกับพื้นอย่างทุลักทุเล พลางร้องเรียกคนด้านนอกว่า “แค่ก ๆ มา...มา...มาเร็วเข้า จับ...จับมือสังหารผู้นี้ให้ข้าที!”
นางโกรธจนแทบคลั่ง ตอนนี้มีเพียงความคิดเดียว คือจัดการหนีเซวียนให้สิ้นเรื่องโดยไม่สนสิ่งใดทั้งนั้น
ใครจะรู้ว่าเมื่อได้ยินเสียงของนาง ด้านนอกประตูตำหนักกลับไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย
“คนหายไปไหนกันหมด ตายกันไปที่ไหนแล้ว?!”
ซือถูจิ้งคลานหนีออกจากระยะโจมตีของหนีเซวียนได้แล้ว ก็หันไปตะโกนใส่ด้านนอกอย่างเดือดดาล
นอกประตูตำหนัก เหล่าขันทีและนางกำนัลคุกเข่าอยู่เต็มพื้น ต่างทำราวกับไม่ได้ยิน ใบหน้าแทบจะแนบติดพื้น
เสียงฝีเท้าเนิบช้าดังเข้ามา ซือถูจิ้งเงยหน้ามองไปทางประตู ความขุ่นเคืองบนใบหน้าพลันแข็งค้าง “ฝ่า...ฝ่าบาท?”
