“เราช่างเสียใจเหลือเกิน ฮูหยินไม่ต้อนรับเราหรอกหรือ”
เย่เฉินแสร้งทำเป็นเสียใจ โอบเอวหนีเซวียนไว้ ก้มหน้าถูไถแก้มนางเบา ๆ ก่อนฉวยโอกาสจุมพิตริมฝีปากนาง ฟันขาวเรียวแหลมขบมุมริมฝีปากล่างของนางหยอกเย้า
หนีเซวียนตกใจจนสะดุ้ง รีบผลักเขาออกแล้วหันไปมองนอกประตูตำหนักที่เปิดอ้าอย่างลนลาน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ นางจึงค่อยโล่งใจ ก่อนจะยกมือปิดปากแล้วจ้องเขาเขม็ง
นางเพิ่งตื่นนอน รอยแดงจากการกดทับตรงหางตายังไม่จาง เส้นผมปล่อยสยายอย่างไม่ใส่ใจ ความเฉยชาบนตัวนางจึงลดน้อยลงไปมาก แววตาที่นางคิดว่าดุดันนั้นทำเอาเย่เฉินใจอ่อนยวบไปแปดส่วน ทว่าสายตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายในชั่วพริบตา
“มานี่ ให้เราหอมเจ้าให้ชื่นใจหน่อย”
เย่เฉินในยามนี้ไม่เหมือนท่าทีไร้พิษภัยที่เคยเสแสร้งอีกต่อไป เผยให้เห็นความเอาแต่ใจในเนื้อแท้อยู่หลายส่วน
หนีเซวียนถอยไปสองก้าว ทั้งยังรู้ดีว่านิสัยของเขาหากไม่ได้ดั่งใจย่อมไม่ยอมรามือ นางจึงกลอกตาไปมา “...เช่นนั้นท่านต้องรับปากข้าว่าเดี๋ยวจะออกจากตำหนักเฉาหวา”
แม้เฉิงเอ๋อร์ยังเด็ก แต่ก็ไม่ใช่วัยที่ไม่รู้ความอะไรเลยแล้ว
นางไม่รู้ว่าจะปิดบังได้นานเพียงใด ได้แต่คิดว่าหากทำให้เขาไม่ทันสังเกตได้ ก็อย่าให้เขาสังเกตเห็นเลย
“...ได้”
เย่เฉินยื่นมือไปหานาง
หนีเซวียนยอมวางมือลงบนฝ่ามือเขาราวกับยอมจำนน แรงดึงรั้งพลันกระชากเข้ามา เอวของนางก็ถูกเขารวบไว้ในมือแล้ว ชั่วพริบตาเขาก็กลายเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่รู้จักพอ ราวกับอยากฉีกทึ้งนางกลืนลงท้อง เขาขบริมฝีปากบนของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ล่วงล้ำช่วงชิงลมหายใจไปจากนาง
