เมื่อเผ่ยโม่พาหนีเซวียนมาถึง หานอี่ซ่งก็แทบถลนตา สีหน้าตกใจเกินจริงของเขาทำให้หนีเซวียนซึ่งค่อนข้างเข้าสังคมไม่เก่งถอยหลังไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเผ่ยโม่ก็ตวัดตามมาแทบจะทันที
ถ้าหลิงเซียวไม่ผลักเขาเรียกสติทันเวลา เขาคงยังยืนเอ๋ออยู่แบบนั้น
“ผู้ช่วยซ่งน้อย อย่ากลัวไอ้หมอนี่เลย มันไม่กัดหรอก แค่เมื่อคืนเปิดแอร์เย็นเกินไปจนหน้าตายเท่านั้นเอง”
หลิงเซียวหัวเราะเบา ๆ พลางช่วยแก้สถานการณ์ให้หานอี่ซ่ง
“...พี่สะใภ้...ผู้ช่วยซ่ง อย่าถือสาเลย อย่าถือสา อย่าไปฟังไอ้เวรนี่ ผมไม่ได้หน้าตายนะ แค่ดื่มเหล้าปลอมมากไป เลยตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ”
หานอี่ซ่งตีหลิงเซียวทีหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มสดใส ดวงตาของเขาเหลือบผ่านมือที่เผ่ยโม่วางโอบไหล่หนีเซวียนไปวูบหนึ่ง
เขามีดวงตากลมใสเหมือนลูกหมา อีกทั้งยังมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ เมื่อคิดจะเอาใจใคร ความไร้เดียงสาที่แผ่ออกมาก็ทำให้ยากจะรู้สึกรังเกียจ
หนีเซวียนเองก็เช่นกัน แต่เธอไม่ใช่คนช่างพูด จึงเพียงพยักหน้ายิ้มให้
สายตาที่เผ่ยโม่มองหานอี่ซ่งจึงอ่อนลงเล็กน้อย
หานอี่ซ่งฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ก่อนจะรีบยิ้มต้อนรับหนีเซวียนกับเผ่ยโม่ขึ้นเรือยอชต์
ห้องพักผ่อน
เผ่ยโม่เพิ่งนั่งลงบนโซฟา เพื่อนสนิทสองสามคนของหานอี่ซ่งก็ทยอยเข้ามาทักทายทีละคน
พวกเขาถือเป็นทายาทมหาเศรษฐีชั้นแนวหน้าในแวดวงของตัวเอง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่ยโม่แล้วก็เห็นได้ชัดว่ายังห่างชั้นนัก
