“...เอ่อ”
เมื่อถูกหลิงเซียวถามกลับ หานอี่ซ่งก็พูดไม่ออก เขาเริ่มสับสนว่าอีกฝ่ายกำลังประชดความเจ้าชู้ของเผ่ยโม่ หรือแค่เกลียดหลินเหม่ยหยากันแน่
แต่คำพูดถัดมาของหลิงเซียวทำให้เขาเริ่มจับสังเกตอะไรบางอย่างได้เลือนราง
“อีกอย่าง เรียกพี่สะใภ้เล็กอะไรนั่น ทำเหมือนตัวเองฉลาดนักหรือไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เดาใจเผ่ยโม่เก่งขนาดนี้?”
หลิงเซียวมองเขาด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ทว่าในดวงตากลับไร้รอยยิ้ม
คราวนี้หานอี่ซ่งถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขามองหลิงเซียวอย่างประหลาดใจ พอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็พูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
“ใช่ ฉันพูดผิดเอง ไม่พูดถึงพี่เผ่ยแล้ว ยังไงเขาก็รู้ดีที่สุดอยู่แก่ใจ”
เมื่อปัดเรื่องนั้นทิ้ง หานอี่ซ่งก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาโอบไหล่หลิงเซียวไว้ “อย่าหาว่าฉันไม่คิดถึงนายเลยนะ รู้ว่านายไม่ได้แตะผู้หญิงมาพักใหญ่แล้ว ถานลี่ลี่มีเพื่อนคนหนึ่งหน้าตาดี แถมเป็นแบบที่นายชอบด้วย พรุ่งนี้จะนัดออกมาเจอกันไหม?”
เห็นหลิงเซียวไม่สะทกสะท้าน หานอี่ซ่งก็พูดหยอกต่อ
“ถ้าไม่ไหวจริง ๆ นายคิดว่าถานลี่ลี่เป็นยังไง? แต่นายต้องรอให้ฉันเลิกกับเธอก่อนนะ ฉันไม่เผด็จการเหมือนพี่เผ่ยหรอก ของที่ตัวเองไม่เอาแล้วก็ยังไม่ยอมให้คนอื่นเอา”
คำพูดนั้นฟังแล้วบาดหู แต่สำหรับพวกเขาไม่ถือว่าล่วงเกินอะไร ในเมื่อไม่ได้มีใจให้กัน ต่างฝ่ายต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการ
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือคำพูดสองประโยคสุดท้ายที่เป็นการเตือนอ้อม ๆ
“ฉันจำไม่ได้เลยว่าเผ่ยโม่เผด็จการขนาดนั้น”
