“แหม พี่หลี่นี่รู้ใจฮูหยินจริง ๆ มิน่าเล่าถึงลืมบอกน้องสักคำว่าต้องมาเยี่ยมคารวะ”
เฟิงอี๋เหนียงพาคุณหนูสามซือถูเยว่มาด้วย นางเหน็บหลี่อี๋เหนียงไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะจูงซือถูเยว่เข้ามาคารวะหนีเซวียน
หนีเซวียนเชิญทั้งสองนั่ง จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้เถาจือนำกล่องไม้ที่เตรียมไว้ไปมอบให้แม่ลูกเฟิงอี๋เหนียง
คราวนี้เฟิงอี๋เหนียงจึงยิ้มหน้าบาน จูงซือถูเยว่กล่าวขอบคุณยกใหญ่
หลี่อี๋เหนียงส่ายหน้า พลางเอ่ยว่านางช่างประจบฮูหยินนัก หากมีโอกาส ตนคงทำได้ยิ่งกว่านางเสียอีก
“พี่หลี่ ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
เฟิงอี๋เหนียงยังคงตื๊อไม่เลิก เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจหลี่อี๋เหนียงมานานแล้ว
“ได้ยินว่าเมื่อวานน้องเฟิงอารมณ์ไม่ค่อยดี กว่าจะหลับคงดึกมาก พี่เลยไม่กล้ารบกวนให้น้องพักผ่อน คิดว่าน้องเป็นคนใส่ใจคนอื่น คงไม่ลืมมาคารวะฮูหยินหรอก”
คำพูดของซือถูเจิงตอนกลับจวนที่ว่าเฟิงอี๋เหนียงอายุมากแล้ว ทำให้นางเจ็บใจไม่น้อย นางร้องไห้อาละวาดอยู่ในเรือนของตนตั้งนาน
หลี่อี๋เหนียงไม่อยากทะเลาะกับนางต่อหน้าหนีเซวียน แต่ก็ไม่ยอมให้เฟิงอี๋เหนียงเหน็บแนมอยู่ฝ่ายเดียว จึงยิ้มแล้วสวนกลับอย่างนุ่มนวลแต่เจ็บแสบ
“เธอ!”
เฟิงอี๋เหนียงโกรธจนหน้าซีด ชี้หน้าหลี่อี๋เหนียงเตรียมจะด่า แต่ซือถูเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ คว้าแขนนางไว้ พลางส่ายหน้าแรง ๆ และส่งสายตาเตือนว่าอย่าทำตัวกร่างต่อหน้าหนีเซวียน
บิดามักไม่อยู่ในจวน และถึงจะอยู่ ก็แทบไม่เคยใส่ใจลูกอนุทั้งสองคน ตอนนี้พวกนางใกล้ถึงวัยออกเรือนแล้ว
