เถาจือได้ยินเสียงซือถูเจิงก็รีบหยุดมือ หันกลับมาคารวะพลางกล่าวว่า “ใต้เท้าโปรดอย่าถือสา เป็นบ่าวกับฮูหยินพูดคุยกันเพลินไปหน่อย จึงเผลอเสียมารยาทเจ้าค่ะ”
หนีเซวียนวางตะเกียบลง กำลังจะลุกขึ้น แต่ซือถูเจิงกลับกดไหล่นางไว้ ห้ามไม่ให้ขยับ
“ไม่เป็นไร ถอยออกไปเถอะ”
คำพูดนี้เขากล่าวกับเถาจือ
“เจ้าค่ะ”
เถาจือมองหนีเซวียน เมื่อเห็นนางพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต จึงถอยออกไปตามคำสั่ง
“ไท่ซือรับประทานอาหารเย็นข้างนอกมาหรือยังเจ้าคะ? หากยังไม่ได้รับประทาน ข้าจะให้เถาจือไปจัดสำรับมาให้”
หนีเซวียนกินไม่มาก โจ๊กหนึ่งชามนางกินไปไม่ถึงครึ่งก็วางตะเกียบลง ไม่ได้หยิบขึ้นมาอีก เมื่อเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้วจึงเอ่ยถามซือถูเจิงอย่างสุภาพ
ซือถูเจิงส่ายหน้า “จะต้องยุ่งยากไปทำไม ข้ากินส่วนที่เจ้าเหลือก็พอ”
กล่าวจบ เขาก็ไม่สนใจสีหน้าคล้ายอยากพูดแต่ไม่พูดของหนีเซวียน นั่งลงข้างนางตามใจชอบ ยกโจ๊กที่นางกินไม่หมดมาตรงหน้า แล้วกินคู่กับกับข้าวไม่กี่คำก็หมดชาม
“แค่นี้คงไม่พอหรอกเจ้าค่ะ ให้ข้า...”
“มื้อเย็นไม่ต้องกินมาก แค่นี้กำลังดี”
ซือถูเจิงวางชามกับตะเกียบลงก่อนหนีเซวียนจะพูดจบ คว้ามือนางที่กำลังจะลุกขึ้นไว้แล้วเอ่ยขัด
หนีเซวียนไม่ขัดขืน นั่งลงตามแรงมือเขาและไม่พูดอะไรอีก
ซือถูเจิงชินกับความเงียบของนางแล้ว จึงเพียงกล่าวว่า “เรื่องกลุ่มมือสังหารพวกนั้นพอมีเบาะแสแล้ว เกี่ยวข้องกับพวกโจรตกค้างทางใต้ ข้าสั่งให้คนไปกวาดล้างแล้ว”
แน่นอนว่าเรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งนัก อีกทั้งยังมีคนจงใจชักนำให้เขาสืบไปถึงพวกโจรตกค้าง ไม่รู้ว่ามีกี่ฝ่ายที่ฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย
ตอนแรกเขาสงสัยเย่เฉิน แต่ก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปในพริบตา ไม่ใช่เพราะเชื่อใจอีกฝ่าย หากแต่เพราะรู้จักกันดี เย่เฉินเจ้าลูกหมาป่าตัวนั้นดูเหมือนลงมือโหดเหี้ยมไร้แบบแผน ทว่าที่จริงแล้วกลับเจ้าเล่ห์ที่สุด ยึดหลักลงมือครั้งเดียวให้ถึงตาย
