ผู้ชายอย่างหวู่หานที่ต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตและฝีมือการต่อสู้ก็ไม่สูง เหมาะกับเธอที่สุดแล้ว หากนิสัยใจคอดีเหมือนยายอู๋ การร่วมมือกันก็ยิ่งสะดวกขึ้น
ถึงตอนนั้นเขาก็จะเป็นพ่อของสตาร์ หลังจากหย่ากัน สตาร์ก็ใช้นามสกุลของเธอ
สตาร์ก็จะไม่ถูกหลู่ชิ่งเชินพบว่าเป็นลูกของเขา และไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของอีกฝ่ายด้วย
ส่วนชาตินี้ เธอแค่พาสตาร์ใช้ชีวิตให้ดี ๆ ก็พอแล้ว
“ยายอู๋ ฉันให้มากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ได้ยายกับลุงเว่ยช่วยไว้ ตอนนี้ฉันคงไม่มีที่ซุกหัวนอน”
ยายอู๋ถอนหายใจ ก่อนจะรับของไว้ในที่สุด
ตอนกลางวันฉินเจี้ยนก็ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ
เธอมีความทรงจำจากชาติก่อน จึงรู้ว่าทำธุรกิจอะไรถึงจะได้เงิน
การไปทำงานที่ร้านอาหารตระกูลเว่ยก็เป็นเพียงชั่วคราว งานที่ร้านอาหารเป็นรายได้ประจำ ส่วนช่วงวันหยุดจะหาเงินพิเศษเพิ่ม ก็เป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้
เธอยืมครัวของยายอู๋มาทำถั่วลิสงต้มในน้ำตาลทรายแดง แล้วนำไปตากให้แห้งในลานบ้าน
พอตกกลางคืน เธอก็ออกไปขายตรงหน้าโรงหนัง
“ถั่วลิสงต้มในน้ำตาลทรายแดง ซื้อให้คนรัก หวานซึ้งถึงหัวใจ” เสียงของฉินเจี้ยนใสกังวาน หนุ่มสาวหลายคู่ที่มาดูหนังออกเดตกันหันมามอง
พวกเขาเห็นเพียงใบหน้าของเธอที่ถูกผ้าคลุมไว้เกือบครึ่ง ในความมืดจึงมองไม่ค่อยชัด
“ถั่วลิสงต้มในน้ำตาลทรายแดงหรือ กิโลละเท่าไร”
“กิโลละหนึ่งหยวน หวานซึ้งถึงหัวใจคนรัก ให้เขาเห็นถั่วลิสงเมื่อไรก็นึกถึงคุณทุกที” ฉินเจี้ยนพูดจาหวานหูด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในบรรดาคู่รักที่กำลังคบหาดูใจกัน พอฝ่ายชายได้ยินคำพูดนี้ จะอดใจไม่ซื้อได้อย่างไร
“ซื้อครึ่งกิโลได้ไหม กิโลหนึ่งกินไม่หมด”
“ได้” ฉินเจี้ยนสนใจแค่ขายให้หมด
เมื่อมีคนซื้อ ก็ถือว่าเปิดตลาดได้แล้ว หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉินเจี้ยนก็ขายถั่วลิสงห้าสิบกิโลหมดเกลี้ยง
เธอได้เงินมาห้าสิบหยวน แต่ยังไม่ได้จ่ายค่าถั่วลิสง ซึ่งต้องใช้ยี่สิบห้าหยวน ส่วนน้ำตาลทรายแดงก็เสียไปอีกเจ็ดหยวน วันนี้เธอจึงได้กำไรสิบแปดหยวน
ฉินเจี้ยนกลับบ้านอย่างพึงพอใจ
เธอให้เงินยี่สิบห้าหยวนแก่ยายอู๋ เพื่อให้ยายไปจ่ายค่าถั่วลิสงกับเพื่อนบ้านที่ขายถั่วลิสงในตรอก
เว่ยหงนั่งซักเสื้อผ้าให้ป้าเว่ยอยู่ในลานบ้าน
ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มอย่างโล่งใจ
“ลุงเว่ย อาการป้าดีขึ้นหรือคะ” ฉินเจี้ยนถามด้วยความเป็นห่วง
อย่างไรเสีย ธุรกิจของเว่ยหงมั่นคง เธอถึงจะทำงานที่นั่นต่อไปได้ ดังนั้นป้าเว่ยอย่าเป็นอะไรเลยจะดีกว่า หากอีกฝ่ายรอดชีวิต เธอก็ได้ทำบุญสะสมกุศลให้สตาร์ในท้องด้วย
“ใช่ หมอบอกว่าต่างประเทศมียาชนิดหนึ่งที่รักษาโรคของป้าได้โดยเฉพาะ ถึงจะแพงหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีความหวังแล้ว”
เว่ยหงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “ยังต้องขอบคุณเธอด้วยนะ เสี่ยวฉิน ถ้าเธอไม่ได้ช่วยพูดปลอบป้า ฉันก็คงไม่รู้เลยว่าแกกลัวจะเป็นภาระให้ฉัน ถึงได้คิดจะ...”
คำพูดไม่เป็นมงคลที่เหลือ เว่ยหงไม่ได้พูดออกมา
ฉินเจี้ยนกลับยิ้มอย่างยินดี “ฉันเองก็เพราะเกิดเรื่องบางอย่างในครอบครัวจนรู้สึกหดหู่ ถึงสัมผัสได้ว่าป้าอารมณ์ไม่ดีค่ะ”
“ลุงเว่ยไม่โกรธที่ฉันสอดมือยุ่งเรื่องคนอื่นก็ดีแล้วค่ะ”
“จะเป็นไปได้ยังไง!” เว่ยหงลุกขึ้นไปหยิบลูกอมมอลต์ถุงหนึ่งมายื่นให้เธอ
“เสี่ยวฉิน เอาไปกินเถอะ นี่เป็นของที่ป้าขอบคุณเธอ ป้าให้ฉันซื้อมาให้ เธอผอมขนาดนี้ ปกติถ้ายุ่งจนหิวก็หยิบมากินสักหน่อย ได้ยินว่าช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้”
ฉินเจี้ยนไม่รับ “ลุงเว่ย ครอบครัวลุงก็ลำบากอยู่แล้ว แถมยังเลี้ยงข้าวฉันอีก ฉันไม่เอาหรอกค่ะ”
“เสี่ยวฉิน อาการป้าลุงยังไม่ถึงขั้นเร่งด่วน ลุงยังมีเวลาหาเงิน รีบรับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นลุงจะโกรธแล้วนะ”
ฉินเจี้ยนทนความหวังดีของเว่ยหงไม่ไหว จึงจำใจรับไว้
เธอตักน้ำเข้าไปในห้อง เช็ดตัวแล้วเอนกายลงบนเตียง พอเหลือบมองเงินออมในกล่องข้าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในใจก็รู้สึกอุ่นใจมาก
ออกไปขายของกินสัปดาห์ละครั้งพอดี ช่วยแก้ปัญหาวัตถุดิบที่มีไม่มาก แถมยังหาเงินได้อีกก้อน
หนึ่งเดือนก็จะมีรายได้เพิ่มอีกเจ็ดสิบสองหยวน
รอให้มีเงินเก็บมากขึ้น เธอก็จะดูแลครรภ์และเลี้ยงสตาร์ที่เพิ่งเกิดได้อย่างสบายใจ พร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย รอปีหน้าค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย...ทำธุรกิจเล็ก ๆ ไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย และเรียนหนังสือไปด้วย ส่วนบ้านในมณฑลชิงที่หลู่ชิ่งเชินชดเชยให้ จะขายหรือปล่อยเช่าก็ได้ ถึงตอนนั้นค่อยซื้อบ้านใกล้มหาวิทยาลัยสักหลัง แล้วตั้งหลักให้มั่นคง
เมื่อนึกถึงอนาคตอันงดงาม ฉินเจี้ยนก็หลับไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปในพริบตา
ชีวิตของฉินเจี้ยนที่ร้านอาหารตระกูลเว่ยเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว
ทุกวันหลังทำงานเสร็จ เธอก็กลับบ้านไปพักผ่อนและอ่านหนังสือ
ไม่นานก็ถึงวันเสาร์
ฉินเจี้ยนที่ได้หยุดงานถือจดหมายแนะนำและเอกสารอื่น ๆ ออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลกลางประจำเมืองหลวงมณฑล
เมื่อไปถึง เธอก็กวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อไม่เห็นหลู่ชิ่งเชิน เธอจึงเข้าไปตรวจครรภ์ในโรงพยาบาลก่อน
หลังตรวจครรภ์เสร็จ เธอรู้ว่าผลตรวจออกมาดีมาก สตาร์เติบโตแข็งแรงดี ฉินเจี้ยนจึงวางใจลงได้
เธอเดินออกจากโรงพยาบาลอีกครั้ง ตอนนั้นก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว
ข้างถนนนอกโรงพยาบาลมีต้นหยางเรียงรายเป็นแถว แสงแดดส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ทิ้งประกายระยิบระยับไว้เป็นจุด ๆ
ฉินเจี้ยนก้าวไปยังสหกรณ์ราษฎร์ แล้วถามพนักงานขายว่า “สวัสดีค่ะ มีทหารที่ชื่อหลู่ชิ่งเชินมาฝากข้อความถึงฉินเจี้ยนไว้ที่นี่หรือเปล่าคะ”
“คุณคือฉินเจี้ยนหรือ” พนักงานขายได้ยินดังนั้นก็รีบยืนยันตัวตนของเธอทันที
ฉินเจี้ยนยื่นเอกสารในมือให้ดู พนักงานขายจึงบอกว่า “สหายหลู่ฝากข้อความไว้จริง ๆ เขาบอกว่ามีภารกิจด่วน ต้องรออีกครึ่งเดือนถึงจะกลับมาได้ ให้คุณทิ้งช่องทางติดต่อไว้ พอครบครึ่งเดือนแล้วเขาจะมาติดต่อคุณเอง”
“เขามาตอนไหนคะ” ฉินเจี้ยนไม่พอใจอยู่บ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายมาแล้ว ก็ขับรถทหารพาเธอไปสำนักงานกิจการพลเรือนเพื่อจดทะเบียนหย่าเสียเลยไม่ได้หรือ ทำไมยังต้องรออีกครึ่งเดือน
“เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วนี่เองค่ะ”
ฉินเจี้ยนขมวดคิ้ว ตอนนั้นเธอกำลังตรวจครรภ์อยู่ที่โรงพยาบาล ไม่คิดเลยว่าทั้งสองคนจะคลาดกัน
รู้อย่างนี้เธอน่าจะจัดการเรื่องหย่าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปตรวจครรภ์
“สหายฉิน จะฝากช่องทางติดต่อไว้ไหมคะ”
ฉินเจี้ยนไม่อยากติดต่อกับหลู่ชิ่งเชินมากนัก แต่เรื่องหย่าก็จำเป็นต้องไปจัดการร่วมกับอีกฝ่าย
“...ไม่ต้องค่ะ คุณบอกเขาว่าอีกครึ่งเดือนฉันจะรอเขาที่สำนักงานกิจการพลเรือน”
พนักงานขาย “...ได้ค่ะ”
ฉินเจี้ยนเดินออกไป ยังรู้สึกได้ถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นของพนักงานขาย แต่เธอไม่มีแก่ใจจะสนใจ
ในยุคสมัยนี้ การหย่าร้างทำให้คนถูกนินทา นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ชาติก่อนเธอไม่ยอมอย่ามาตลอด
เพิ่งกลับมาถึงหน้าประตูลานบ้าน ฉินเจี้ยนก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น
เธอมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างเหม่อลอยไปชั่วขณะ เสียงของเธอแหบพร่า “หลู่...”
ชายคนนั้นได้ยินเสียงจึงหมุนรถเข็น หันกลับมา
เป็นชายแปลกหน้าที่ดูคุ้นตา แต่...เขามีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น เสื้อผ้าที่สวมทำจากผ้าฝ้ายพื้นบ้านก็ไม่อาจบดบังบุคลิกอ่อนโยนของเขาได้ โดยเฉพาะดวงตาและรูปหน้า ช่างคล้ายกับหลู่ชิ่งเชินที่กลับบ้านมาเยี่ยมญาติในชาติก่อนเหลือเกิน
แต่แววตาและบุคลิกของทั้งคู่ไม่ค่อยเหมือนกัน คงแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้นกระมัง
ฉินเจี้ยนไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วเอ่ยถามว่า “คุณคือ...”
“สวัสดีครับ ผมชื่อหวู่หาน คุณคงเป็นสหายฉินเจี้ยนใช่ไหมครับ”
“คุณคือหวู่หานหรือ” ฉินเจี้ยนไม่คิดเลยว่าหวู่หานจะหน้าตาโดดเด่นขนาดนี้ แถมยังบังเอิญคล้ายหลู่ชิ่งเชินมากด้วย
“ครับ” หวู่หานพยักหน้า สีหน้าเปี่ยมด้วยความสุขุม “อาอู๋ฉยงเป็นอาของผม อาเขียนจดหมายส่งเงินสิบหยวนมาให้ บอกว่าในนั้นมีห้าหยวนที่สหายฉินเจี้ยนให้ผม”
“เพราะเงินสิบหยวนนี้ ผมถึงมีโอกาสไปรักษาขาที่บาดเจ็บได้ทันเวลา”
“คุณเป็นผู้มีพระคุณของผมครับ” หวู่หานเข็นรถเข็นเชิญเธอเข้าไปข้างใน
ฉินเจี้ยนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มแล้วถามว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”
“กระดูกหัก ต้องพักฟื้นอย่างน้อยครึ่งปี ถ้าพักฟื้นดี ๆ หลังจากนั้นก็กลับมายืนได้ครับ” หวู่หานพูดพลางเรียกเสียงหนึ่ง “เสี่ยวเฉียว เอาของออกมา”
เด็กหญิงวัยแปดขวบคนหนึ่งลากกระสอบปุ๋ยใบใหญ่ออกมา
“พี่ชาย” เด็กหญิงเรียกหวู่หาน แล้วมองฉินเจี้ยนด้วยแววตาใคร่รู้
“นี่คือพี่สาวฉินเจี้ยน ทักทายสิ” ฉินเจี้ยนสังเกตว่าเสี่ยวเฉียวไม่ได้หน้าตาคล้ายหลู่ชิ่งเชินมากนัก และก็ไม่ค่อยเหมือนหวู่หานด้วย
หน้าตาของทั้งสองดูไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเลย
