สวี่เย่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องงานเลี้ยงรุ่นมากนัก เพราะยังไงเขาก็รู้ว่าหลังจากคืนนี้ผ่านไป ตัวเองก็จะขาดการติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่
แต่ฉินจื้อเหว่ยไม่ใช่แบบนั้น หมอนี่นอนยาวจนถึงเที่ยง พอตื่นขึ้นมาก็ตรงไปเข้าห้องน้ำเพื่อสระผมเป็นอย่างแรก
เด็กหนุ่มยุคนี้ให้ความสำคัญกับทรงผมมาก
เพื่อนที่ชอบทำตัวเท่ถึงขั้นยอมอดค่าขนม เพื่อไปร้านตัดผมในวันหยุด ให้ช่างโทนี่เป่าทรงที่ช่วยเพิ่มความสูงได้ห้าเซนติเมตร
ทรงพวกนี้มักจะดูเบากว่าแนวเซอร์ๆ หน่อย แต่ในสายตาของสวี่เย่ตอนนี้ก็ยังถือว่าดูเว่อร์มาก
ฉินจื้อเหว่ยสระผมเสร็จ ก็ใช้ไดร์เป่าอยู่หน้ากระจกสิบนาที จากนั้นก็แอบใช้ดินน้ำมันแต่งผมของพ่อป้ายลงบนเส้นผม แล้วใช้นิ้วค่อยๆ จัดปอยผมทีละช่อ
กระบวนการนี้กินเวลาไปสิบนาที พอฉินจื้อเหว่ยพอใจแล้ว เขาก็หยิบสเปรย์ล็อคทรงมาฉีด เป็นการตกแต่งขั้นสุดท้ายให้กับทรงผมของตัวเอง
ใส่เสื้อยืดสีดำคู่กับกางเกงขาเดฟทรงสลิม แล้วสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เพิ่งซื้อก่อนสอบเอ็นทรานซ์ ฉินจื้อเหว่ยพอใจกับการแต่งตัวในวันนี้มาก
เขาหยิบโทรศัพท์โทรหาสวี่เย่ กินอะไรนิดหน่อยอย่างเร่งรีบ แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปบ้านสวี่เย่
“ก๊อกๆ ~”
สวี่เย่เดินมาเปิดประตู กลิ่นสเปรย์ฉีดผมฉุนคลุ้งตลบอบอวล
สวี่เย่สบถออกมาว่า “แกโง่หรือเปล่า ฉีดสเปรย์ฉีดผมเยอะขนาดนี้”
“เป็นไง วันนี้เพื่อนเท่มั้ย”
“เท่ไม่เท่ไม่รู้ แต่ดูแกกระฉับกระเฉงดีนะ ดูดีเลยเชียว”
ฉินจื้อเหว่ยฟังไม่เข้าใจ
คำว่า ‘ดูดี’ เพิ่งจะเริ่มฮิตในอีกสองปีข้างหน้า
เขายังนึกว่าสวี่เย่กำลังชมเขา
“เมื่อวานแกไม่ใช่บอกว่าไม่ไปเหรอ”
