“พอได้แล้ว”
กู้จวินเหยียนตัดบทเสียงเย็นก่อนเจี่ยนเหอจะบอกเลขบัญชีจบ แล้วสั่งผู้ช่วยว่า “คุณไปส่งคุณเจี่ยนกลับบ้านด้วยตัวเอง ให้สามีเธอเซ็นรับด้วย”
“ครับ” ผู้ช่วยรับคำ “คุณเจี่ยน เชิญทางนี้ครับ”
เจี่ยนเหอไม่ขยับ เพียงพูดเสียงเรียบว่า “ห้าแสนไม่พอ ฉันต้องการห้าล้าน”
สิ้นคำ บรรยากาศในห้องทำงานก็เย็นเยียบลงอีกครั้ง
“นี่คุณจะเรียกร้องเกินไปแล้วนะ!” ซ่งจือจือโกรธจนแทบระเบิด “ยังจะบอกอีกว่าไม่ได้ตั้งใจมาเรียกค่าเสียหาย?”
เจี่ยนเหอไม่สนใจ เธอเพียงกำไม้เท้าขาวแน่น สายตาจับจ้องกู้จวินเหยียน
“คุณกู้ จะให้ไหม?”
ดวงตาดำขลับของกู้จวินเหยียนมืดหม่นราวกับหมึก เขามองเจี่ยนเหอด้วยแววตาลึกล้ำ
เห็นเขาไม่ขยับ เจี่ยนเหอก็กำไม้เท้าขาวแน่น แล้วเดินเข้าหากู้จวินเหยียนทีละก้าวต่อหน้าพี่น้องตระกูลซ่ง
เสียงไม้เท้าขาวกระทบพื้น “กึก กึก กึก” ราวกับเคาะลงบนหัวใจของใครบางคน
แม้ซ่งจือจือจะหัวช้าแค่ไหน ก็ยังสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เจี่ยนเหอจ้องกู้จวินเหยียนไม่วางตา ยิ่งเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งมองเห็นสีหน้าของเขาชัดขึ้น
ใบหน้ากู้จวินเหยียนแข็งค้าง แววตาฉายความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง
เมื่ออยู่ห่างกันเพียงสามก้าว เธอถึงกับได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน
“ได้” ในที่สุดกู้จวินเหยียนก็ตอบตกลง
ซ่งจือจือแทบไม่อยากเชื่อ “พี่เหยียน!”
เช็คเงินสดห้าแสนเปลี่ยนเป็นห้าล้านในพริบตา
เจี่ยนเหอหนีบเช็คเงินสดที่มีชื่อ “กู้จวินเหยียน” เขียนกำกับไว้ ปลายนิ้วเย็นชืด แม้เช็คจะยังอุ่นอยู่ ใบหน้ากลับเรียบเฉย “ขอบคุณ”
เธอรับเงินแล้วจากไป
กู้จวินเหยียนมองแผ่นหลังของเจี่ยนเหอที่เดินจากไปเพียงลำพัง หัวใจพลันบีบรัดราวกับถูกใครขยำอย่างแรง…
เงินห้าล้านตัดขาดความผูกพันระหว่างพวกเขา
เจี่ยนเหอเดินออกจากบริษัททุนจวินเยวี่ยโดยไม่หันกลับมา เธอรู้แล้วว่ากู้จวินเหยียนเป็นใคร
และยังเข้าใจสถานะของตัวเองในใจเขาแล้วด้วย—ภรรยาที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืดและเป็นเพียงเมียเก่าที่ลำบากมาด้วยกันเท่านั้น
……
วันนี้ธนาคารเมืองไห่ต้อนรับลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่ง
เจี่ยนเหอนั่งอยู่ในห้องรับรองพิเศษ ฟังผู้จัดการลูกค้าอธิบายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้เธอฟัง
เธอเก็บไม้เท้าขาวไปแล้ว
แม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่เธอก็ตั้งใจฟัง “ช่วยถอนเงินสดสองแสนให้ฉัน ส่วนที่เหลือก็จัดการตามที่คุณแนะนำได้เลยค่ะ”
“ได้ครับ คุณผู้หญิงกรุณารอสักครู่ ระหว่างนี้เชิญดื่มชาหรือรับประทานผลไม้ได้นะครับ”
เจี่ยนเหอกล่าวขอบคุณ เพิ่งยกถ้วยชาขึ้นก็ได้ยินเสียงวุ่นวายจากด้านนอก ก่อนจะมีเสียงนอบน้อมดังขึ้น “คุณกู้ เชิญด้านในครับ”
คุณกู้?
หัวใจเจี่ยนเหอกระตุกวูบ นึกว่ากู้จวินเหยียนตามมา แต่พอหันไปกลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปด้านใน
ชายในชุดสูทหลายคนรายล้อมชายร่างสูงสง่าคนหนึ่ง ผู้จัดการธนาคารออกมาต้อนรับด้วยตัวเองและเชิญเขาเข้าไปในห้องทำงาน
ใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาแวบผ่านสายตา ไม่ใช่กู้จวินเหยียน แต่ไม่รู้ทำไมถึงดูคุ้นตาอยู่บ้าง…
ชายคนนั้นหันมาทางนี้ เจี่ยนเหอกำลังจะเพ่งมองให้ชัด ผู้จัดการลูกค้าก็เอ่ยว่า “คุณเจี่ยน กรุณามาเซ็นตรงนี้ครับ”
“อ้อ ได้ค่ะ”
พอหันกลับไปอีกที ชายคนนั้นก็หายไปแล้ว
—
เจี่ยนเหอเพิ่งกลับถึงบ้านได้ไม่นาน กู้จวินเหยียนก็กลับมา
เขาเปิดประตูอย่างรีบร้อนกว่าปกติด้วยซ้ำ
เจี่ยนเหอคิดว่าเขารีบกลับมาเพื่ออธิบาย แต่ไม่คิดว่าพอเข้าบ้าน กู้จวินเหยียนกลับตำหนิเธอว่าใจร้อนวู่วาม
“...ฉันไม่ได้บอกหรือไงว่าให้อยู่บ้านดี ๆ เธอไปบริษัทฉันโดยไม่บอกไม่กล่าว เกือบทำให้แผนการทั้งหมดพังหมดแล้ว!”
เกือบ แปลว่ายังไม่พัง
เจี่ยนเหอเงยหน้า สีหน้าสงบนิ่ง “คุณเกลี้ยกล่อมซ่งจือจือแล้วเหรอ?”
กู้จวินเหยียนชะงัก มองท่าทีห่างเหินของเจี่ยนเหอ ก่อนจะผ่อนลมหายใจ “จือจือไร้เดียงสา ไม่ได้เจ้าเล่ห์เหมือนเธอ”
เจี่ยนเหอรู้สึกราวกับกลืนแมลงวันลงไปทั้งตัว
คำพูดนี้ทำให้เธอขยะแขยงสุดขีด
“คุณชอบซ่งจือจือขนาดนั้น แล้วกลับมาหาฉันทำไม?”
เจี่ยนเหอพูดต่อว่า “ถ้าตระกูลซ่งรู้ว่าคุณแต่งงานแล้ว พวกเขาก็คงไม่พอใจเหมือนกันใช่ไหม กู้จวินเหยียน เรามาตกลงกันสักเรื่องเถอะ”
รูม่านตากู้จวินเหยียนหดเล็กลง สีหน้าเผยความระแวดระวัง “ตกลงเรื่องอะไร?”
“คุณช่วยรักษาตาฉันให้หาย แล้วเราหย่ากัน”
สีหน้ากู้จวินเหยียนเปลี่ยนไปทันที
“เป็นไปไม่ได้!”
เขาไม่ฟังคำคัดค้านและกดเธอลงบนเตียง ก่อนเอ่ยเสียงเย็น “ฉันไม่มีวันปล่อยเธอไป ต่อให้ตายก็ไม่มีวัน อย่าคิดฝันไปเลย!”
เจี่ยนเหอนอนอยู่บนเตียง ในสายตาพร่ามัวของเธอมีเพียงท่าทีแน่วแน่และยึดติดของเขา
“เราใกล้จะทำสำเร็จแล้วนะ เหอเหอ”
กู้จวินเหยียนกุมมือเธอแน่น น้ำเสียงมีแววอ้อนวอน “อดทนอีกหน่อยได้ไหม?
เงินห้าล้านไม่นับเป็นอะไร ตอนนี้ฉันมีเงินมากมาย ต่อไปก็จะยิ่งมีมากกว่านี้ ทุกอย่างที่ฉันมีเป็นของเธอทั้งนั้น!
ฉันเคยบอกแล้วว่าจะทำให้เธอมีชีวิตที่ดี ฉันจะยกอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดให้เธอ!”
เจี่ยนเหอฟังคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของเขาแล้วก็ได้แต่รู้สึกขบขัน
ใช่สิ เขารวยขนาดนั้น
เธอตาบอดภายหลัง แม้จะรับรู้แสงได้แต่กลับมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ โลกทั้งใบมืดมิดและเต็มไปด้วยอันตราย
เจี่ยนเหอมักรู้สึกว่าตัวเองเปราะบางราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้แต่พึ่งพาอาหารและความรักจากกู้จวินเหยียนเพื่อประทังชีวิต
เขาพูดเสมอว่าพอมีเงินแล้วจะพาเธอไปรักษาดวงตาเป็นอย่างแรก เธอรู้ว่าเขาหาเงินอย่างยากลำบาก จึงคอยปลอบเขาว่าไม่ต้องรีบร้อน
แต่ที่จริงเขามีเงินมานานแล้ว เขาช่วยซ่งจือจือแก้ปัญหายุ่งยากได้ เช็คเงินสดห้าล้านก็เซ็นให้ได้ง่าย ๆ แต่กลับไม่ยอมช่วยรักษาดวงตาเธอ
โพรงจมูกแสบเคืองราวกับแช่อยู่ในน้ำมะนาว
“คุณมีคนรักอยู่แล้วทั้งคน จะเก็บฉันไว้เป็นนกน้อยในกรงทองทำไม?”
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่กรงทองด้วยซ้ำ
“คุณกู้ ฉันเป็นคนตาบอด ช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอก อย่าทำให้คุณต้องเสียเวลาเลย”
เขามีอนาคตอันรุ่งโรจน์รออยู่
ไม่ว่าจะเป็นรักแท้หรือแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่เธอจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้
แม้จะสูญเสียความทรงจำและตาบอด เธอก็ยังมีหลักการและเส้นแบ่งของตัวเอง
“ใครบอกอย่างนั้น?”
กู้จวินเหยียนโพล่งออกมา “ธุรกิจแกะสลักหยกที่ฉันกำลังจะลงทุน มีแค่เธอเท่านั้นที่ช่วยฉันได้!”
แกะสลักหยก
เจี่ยนเหอสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไม่รู้ทำไมคำสองคำนี้ถึงทำให้เธอหวั่นไหวได้ขนาดนี้ ภาพบางอย่างพลันแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง
“ฉันแกะสลักหยกเป็นเหรอ?”
เจี่ยนเหอคว้าแขนกู้จวินเหยียนไว้ “เมื่อก่อนฉันทำอะไรกันแน่?”
เธออยากรู้เหลือเกินว่าตัวเองเป็นใคร
กู้จวินเหยียนขยับริมฝีปาก คล้ายกำลังลังเลว่าจะบอกเธอดีไหม “เธอ...”
โทรศัพท์สั่นขึ้น กู้จวินเหยียนรับสาย เสียงห้าวพร่าของชายคนหนึ่งดังมาจากปลายสาย “กู้เหวินฉีมาถึงเมืองไห่แล้ว ฉันสงสัยว่าเขามาตามหาเจี่ยน...”
ยังพูดไม่ทันจบ กู้จวินเหยียนก็กดวางสายดังเพียะ แล้วหันมามองเจี่ยนเหอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจี่ยนเหอยังคงมีแววตาเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัสเช่นเดิม
กู้จวินเหยียนบอกว่าบริษัทมีธุระต้องไปจัดการ
“เหอเหอ อยู่บ้านดี ๆ รอฉันกลับมานะ” กู้จวินเหยียนโน้มตัวลงหมายจะจูบเธอ แต่เจี่ยนเหอกลับเบือนหน้าหลบ
กู้จวินเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกจากบ้านไปในที่สุด
เจี่ยนเหอมองท้องฟ้าหม่นครึ้มนอกหน้าต่าง เธอคิดว่า ถึงเวลาที่เธอต้องไปแล้ว
เธอรู้แล้วว่ากู้จวินเหยียนเป็นคนแบบไหน ต่อจากนี้เธอต้องรู้ให้ได้ว่าตัวเองเป็นใคร
“แกะสลักหยก”
เจี่ยนเหอพึมพำคำสองคำนี้ หลับตาลงและพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ก็ยังมีเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน
เธอลูบไล้หนังด้านหนาเป็นชั้น ๆ บนปลายนิ้ว
ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าเกิดจากการใช้แรงงานหนัก หรือว่าเป็นเพราะแกะสลักหยกจนด้านกันนะ?
“กู้...เหวิน...ฉี”
เจี่ยนเหอพึมพำชื่อที่ได้ยินจากปากกู้จวินเหยียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางนึกถึงร่างสูงใหญ่ที่เห็นในธนาคาร
จะเป็นคนเดียวกันไหมนะ?
แซ่กู้เหมือนกัน แล้วกู้จวินเหยียนกับเขาเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
คืนนั้นกู้จวินเหยียนไม่ได้กลับมา
เมื่อก่อนเจี่ยนเหอคิดว่าเขาทำงานล่วงเวลาจนต้องขับรถกลางคืน จึงเป็นห่วงจนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน
ตอนนี้รู้แล้วว่าเขามีบ้านอีกหลังอยู่ข้างนอก เธอก็ไม่เป็นห่วงอีกต่อไป
ในเมื่อเป็นสามีของคนอื่นไปแล้ว เธอก็ไม่ต้องการเขาอีก
อีกสองวันจะเป็นงานหมั้นของกู้จวินเหยียนกับซ่งจือจือ และยังเป็นวันที่เธอจะจากไปด้วย
—
ตอนกลางคืน กู้จวินเหยียนกับซ่งจือจือกำลังรับประทานอาหารใต้แสงเทียนในบ้านหลังใหม่
ซ่งจือจือลงมือทำอาหารเอง แต่สเต๊กกลับทอดพลาดจนทั้งดำทั้งแข็ง แค่มองเธอก็แทบกลืนไม่ลงแล้ว แต่กู้จวินเหยียนกลับเอาใจเธอด้วยการชิมชิ้นใหญ่
“พี่เหยียน พี่ดีที่สุดเลย”
วินาทีก่อนซ่งจือจือยังซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ทว่าวินาทีต่อมาก็อดถามไม่ได้ว่า “แล้วเธอล่ะ ทำอาหารเก่งกว่าฉันหรือแย่กว่าฉัน?”
มือที่ถือส้อมของกู้จวินเหยียนชะงัก สีหน้าพลันเย็นชาลง
คบกันมาเกือบปี ซ่งจือจือคุ้นชินกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของชายคนนี้แล้ว แต่พอเขาทำหน้าขรึม เธอก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
“ฉันแค่ถามเฉย ๆ...”
กู้จวินเหยียนใช้ผ้าเปียกเช็ดมือ แล้วพูดเสียงเรียบว่า “ฉันบอกแล้วไงว่าพวกเธอต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายกัน”
ซ่งจือจือเม้มปาก “แต่ว่า...”
“จือจือ สิ่งที่ควรเป็นของเธอ ฉันจะให้เธอทุกอย่าง”
สีหน้ากู้จวินเหยียนอ่อนโยน แต่น้ำเสียงกลับเจือความเย็นชา “เจี่ยนเหอมองไม่เห็น เธอเองก็ต้องใจกว้างหน่อย อย่าใจแคบนัก”
เฉิงเยว่โทรมาตามกู้จวินเหยียนออกไป ซ่งจือจือรู้ว่าพิธีหมั้นใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ควรก่อเรื่องขึ้นในเวลาแบบนี้ เดิมทีเธอกับกู้จวินเหยียนก็แต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยให้ผลประโยชน์มาก่อน ความรู้สึกเป็นเรื่องรอง...แต่พอนึกถึงเจี่ยนเหอ ซ่งจือจือก็ยังไม่ยอมอยู่ดี!
ผู้หญิงตาบอดคนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรมาแย่งผู้ชายของเธอ?
ซ่งจือจือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถามนักสืบเอกชนว่า “เรื่องที่ฉันให้คุณสืบไปถึงไหนแล้ว? ...ส่งที่อยู่มาให้ฉัน”
