กู้จวินเหยียนถือกล่องข้าวเข้ามา พอได้ยินเจี่ยนเหอถามเขาเสียงแข็ง เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“ยังโกรธอยู่เหรอ?”
เขาถอดรองเท้าแล้วเดินเข้ามา เอ่ยปลอบเธอเสียงเบา พลางยื่นมือไปแตะแก้ม ทว่าเจี่ยนเหอกลับยกมือปัดออก
บรรยากาศพลันเงียบงัน
เจี่ยนเหอเงยหน้าขึ้น ถามเสียงเย็นชาเช่นเดิม “ทะเบียนสมรสล่ะ?”
กู้จวินเหยียนนิ่งไปชั่วครู่
“อยู่ที่บ้านเก่า ตอนหนีเอาชีวิตรอดเราไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย”
แปลว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เจี่ยนเหอรู้สึกจุกในลำคอ
“กินข้าวก่อนเถอะ”
กู้จวินเหยียนแกะกล่องอาหาร กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวกับกับข้าวก็ลอยมาแตะจมูก
ฟัวกราส์เชอร์รี ซุปปลิงทะเลตุ๋น และกบหิมะ ทั้งยังมีข้าวผัดหยางโจวอีกหนึ่งจาน
แสงไฟในครัวสว่างกว่าเดิมเล็กน้อย ทำให้เจี่ยนเหอมองเห็นสิ่งตรงหน้าได้ราง ๆ
ที่แปลกคือ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยกินอาหารราคาแพงเหล่านี้เลย แต่ชื่ออาหารกลับผุดขึ้นมาในหัวเองโดยอัตโนมัติ
กู้จวินเหยียนยื่นตะเกียบให้เจี่ยนเหอ เธอไม่รับ เพียงถามว่า “คุณห่อกลับมาจากบ้านตระกูลซ่งหรือ?”
เธอเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเย็นชา
“คุณบอกพวกเขาหรือเปล่าว่าที่บ้านเช่ามีภรรยาอยู่อีกคน?”
สีหน้ากู้จวินเหยียนพลันเคร่งขรึม
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ถอนหายใจ พูดอย่างเหนื่อยล้า “คุณก็ยังไม่เชื่อผม ที่ทำไปก็แค่การแสดง ผมกับซ่งจือจือบริสุทธิ์ใจต่อกัน”
สิ้นเสียง โทรศัพท์ก็สั่น ชื่อที่บันทึกไว้บนหน้าจอเด่นชัดจนบาดตา—จือจือคนดี
เจี่ยนเหอรู้สึกเจ็บแปลบในดวงตา จึงแสร้งทำเป็นไม่เห็น “ใครเหรอ?”
“ลูกค้าน่ะ ผมรับสายก่อน”
กู้จวินเหยียนเดินไปริมหน้าต่างรับสาย สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขาขานรับเป็นระยะ มุมปากมีรอยยิ้มประดับ เสี้ยวหน้าดูอ่อนโยนอ่อนหวาน
เห็นชัดว่าเป็นท่าทางของคนกำลังตกอยู่ในห้วงรัก
เจี่ยนเหอมองชายตรงหน้า หัวใจค่อย ๆ เย็นชืดลงทีละนิด
เธอกำกางเกงยีนส์สีซีดจนยับ แล้วค้นความทรงจำดู ย้อนกลับไปราว 1 ปีก่อน ก็เริ่มมี “สายจากลูกค้า” แบบนี้แล้ว ส่วนการเดินทางไปทำงานต่างเมืองกับการทำงานล่วงเวลาก็เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ที่แท้เขาไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูซ่งมาตลอด
เสียง “เพล้ง” ดังขึ้น กล่องข้าวที่ใส่ซุปถูกปัดตกลงพื้น
กู้จวินเหยียนถึงได้สติ เมื่อเห็นสีหน้าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งของเจี่ยนเหอใต้แสงไฟ หัวใจก็สั่นไหวเล็กน้อย
“...ไม่เป็นไร แมวทำชามคว่ำน่ะ”
เขารีบพูดจบแล้ววางสาย
“เหอเหอ...”
เขาเพิ่งกลับมา ก็ถูกตบเข้าที่หน้า
เจี่ยนเหอสั่นไปทั้งตัว “กู้จวินเหยียน คุณแสดงเก่งจริง ๆ”
เธอลุกขึ้นจะเดินจากไป แต่กู้จวินเหยียนคว้าตัวเธอไว้ในอ้อมแขน
“เหอเหอ ฟังผมอธิบายก่อน... บริษัทซ่งเป็นกิจการชั้นนำของเมืองไห่ อยากสร้างเนื้อสร้างตัวก็ต้องสร้างเส้นสาย เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเล่นละครตามน้ำบ้าง
ซ่งจือจือช่วยแนะนำคนให้ผมได้ ทุกอย่างที่ผมทำก็เพื่ออนาคตของเรา!”
เจี่ยนเหอไม่เชื่อแม้แต่น้อย เธอหัวเราะเยาะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปใช้ชีวิตกับเธอสิ จะยังมาพูดถึงอนาคตกับฉันทำไม?”
“คุณไม่เหมือนเธอ!”
กู้จวินเหยียนหมุนตัวเธอให้หันมา สีหน้าจริงจัง “คนที่ผมรักจริง ๆ คือคุณ คุณยอมสละชีวิตเพื่อผมได้ แล้วคนอื่นจะทำแบบนั้นได้หรือ?”
ในใจเจี่ยนเหอกำลังร่ำไห้ ที่แท้เขาก็ยังรู้ตัว
ความรู้สึกของการสูญเสียความทรงจำและตาบอดนั้นเลวร้ายจนทนไม่ไหว
ตลอด 3 ปี เธอแทบไม่เคยออกจากบ้าน เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าคับแคบแห่งนี้ทุกวัน หลายครั้งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
กู้จวินเหยียนต้องทำงานหาเงิน ทั้งยังต้องดูแลเธอ เธอรู้ว่าเขาลำบากมาก จึงพยายามไม่สร้างภาระให้เขา ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปรสิตที่เกาะคนอื่นกิน... เธออยากรักษาดวงตาให้หายดีมาก แต่พวกเขาไม่มีเงินรักษา
ถ้าวันนี้เธอไม่ได้ออกไปข้างนอก ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยไม่คาดคิด และบังเอิญพบซ่งจือจือเข้า เธอก็คงไม่รู้ว่ากู้จวินเหยียนกำลังจะแต่งงานกับคนอื่นในเร็ว ๆ นี้
“ตอนนี้คุณเป็นประธานกู้แล้ว”
เจี่ยนเหอจ้องกู้จวินเหยียน “คุณเคยบอกว่าเราหลบอยู่ที่นี่เพราะกลัวศัตรูตามเจอ ตอนนี้คุณออกหน้าออกตาขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องหลบอีกหรือ?”
สีหน้ากู้จวินเหยียนเผยความกระอักกระอ่วนวูบหนึ่ง
“หลบได้แค่ชั่วคราว ไม่ใช่ตลอดไป”
กู้จวินเหยียนกล่าว “ผมไม่กลัวพวกเขา”
“ถ้าอย่างนั้นฉัน...”
เจี่ยนเหอเพิ่งจะเอ่ยปาก กู้จวินเหยียนก็ขัดขึ้น “คุณออกไปไม่ได้!
คุณมองไม่เห็น ทั้งยังอ่อนแอเกินไป ถ้าพวกเขาตามเจอแล้วจับคุณไปข่มขู่ผม ความพยายามทั้งหมดของผมก็สูญเปล่า
เหอเหอ คุณคือจุดอ่อนของผม ผมปล่อยให้พวกเขารู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้”
เจี่ยนเหอไม่พูดอะไรอีก
คำว่า “คุณอ่อนแอเกินไป” แทงลึกเข้าไปในใจเธอ
เพราะตอนนี้เธออ่อนแอเกินไป ถึงถูกปิดหูปิดตาและถูกเขาหลอกจนหัวหมุนเหมือนคนโง่
เห็นเธอเงียบลง กู้จวินเหยียนก็คิดว่าปลอบเธอไว้ได้ชั่วคราว ก่อนจะผล็อยหลับไป
โทรศัพท์วางอยู่ข้างหมอน
เพราะเธอมองไม่เห็น กู้จวินเหยียนจึงไม่เคยหลบไปส่งข้อความหรือรับสายลับหลังเธอ แม้แต่รหัสผ่านก็ไม่ได้ตั้งไว้
เจี่ยนเหอหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา กดเข้าไปดูบทสนทนาระหว่างเขากับซ่งจือจือ แล้วเห็นการ์ดเชิญงานหมั้นสีทองอร่าม รวมถึงภาพถ่ายคู่ของทั้งสองคน
ซ่งจือจือสวมชุดเจ้าหญิงสีขาวบริสุทธิ์ กู้จวินเหยียนโอบเอวเธอจากด้านหลัง แววตาลึกซึ้งนั้นดูไม่เหมือนการแสดง
ดวงตาเจี่ยนเหอเจ็บแปลบ หัวใจเจ็บจนชาไปหมดแล้ว
สายตาของเธอหยุดอยู่ตรงลายเซ็นท้ายการ์ดเชิญ—จวินเยวี่ย แคปิตอล, กู้จวินเหยียน
เธอเหลือบมองชายที่อยู่ข้างกาย แววตาเย็นเยียบไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะวางโทรศัพท์กลับที่เดิมอย่างเงียบเชียบ
กู้จวินเหยียน เธอไม่ต้องการเขาอีกแล้ว
แต่ก่อนจะจากไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วตอนนี้เขาเป็นใคร
และสำหรับเขา เธอเป็นอะไร
—
เช้าวันรุ่งขึ้น
เจี่ยนเหอยืนอยู่หน้าอาคารสำนักงาน “ตึกจวินเยวี่ย” ที่สูงเสียดฟ้า เธอกำลังจะเข้าไปก็ถูกยามขวางไว้
“มาทำอะไร?”
“ฉันมาหากู้จวินเหยียน”
ยามกวาดตามองเจี่ยนเหอตั้งแต่หัวจรดเท้า
หญิงสาวดูอายุไม่มาก น่าจะสัก 24 หรือ 25 ปี รูปร่างผอมเพรียว หน้าตาสะสวย แต่เสื้อผ้าเรียบง่ายจนเกือบถึงขั้นซอมซ่อ
ในมือยังถือไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตาอยู่ด้วย
ตอนนี้เจี่ยนเหอพอมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เลือนราง คล้ายคนสายตาสั้นมาก ทุกอย่างตรงหน้าเบลอไปหมดราวกับมีหมอกบาง ๆ ปกคลุม
“คุณเป็นใคร?”
เจี่ยนเหอยังไม่ทันตอบ เสียงหวานใสก็ดังมาจากด้านหลัง “นี่!”
เจี่ยนเหอหันไป เห็นซ่งจือจือลงมาจากรถหรู
ประตูรถอีกด้านเปิดออก ชายคนหนึ่งในชุดสูทเรียบร้อยก้าวลงมา หน้าตาคล้ายซ่งจือจืออยู่บ้าง เขาสวมแว่นตาไร้กรอบ ดูสง่างามและสุภาพ
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง?” ซ่งจือจือมองเจี่ยนเหออย่างสงสัย
ชายคนนั้นเดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซ่งจือจือจึงบอกว่า “พี่คะ นี่คือผู้หญิงตาบอดที่ฉันเล่าให้พวกพี่ฟังเมื่อคืน”
“ไม่ได้ชดใช้ให้เธอ 500,000 หยวนแล้วหรือ ยังจะเอาอะไรอีก?”
“ฉันยังไม่ได้รับเงิน” เจี่ยนเหอตอบ
ซ่งจือจือชะงัก “อะไรนะ?”
สายตาซ่งเยี่ยนหยุดอยู่บนใบหน้าสะสวยของเจี่ยนเหอครู่หนึ่ง
ผิวของหญิงสาวขาวนวล ใบหน้ารูปไข่ขนาดพอ ๆ กับฝ่ามือ เป็นความงามจากโครงหน้าที่เห็นได้ชัด ทั้งตำแหน่งหูสูงกว่าคิ้ว ซึ่งเล่ากันว่าเป็นโหงวเฮ้งของคนมีวาสนา
แม้แต่งกายเรียบง่าย ไม่แต่งหน้า ก็ยังไม่อาจบดบังความสงบเยือกเย็นที่แผ่ออกมา
ซ่งจือจือเองก็จัดว่าเป็นสาวสวย เมื่อคืนตอนกินข้าวเธอพูดถึงเจี่ยนเหอไม่รู้กี่ครั้ง บอกว่าน่าเสียดายที่เป็นผู้หญิงตาบอด
ไม่อย่างนั้น ด้วยหน้าตาและบุคลิกแบบนี้ ต่อให้เข้าวงการบันเทิงก็ไม่เป็นรองใคร
“เข้าไปคุยกันข้างใน อย่ามายืนทำให้เป็นเรื่องใหญ่ตรงนี้” ซ่งเยี่ยนกล่าว
ซ่งจือจือสวมรองเท้าส้นสูง เดินเชิดหน้าอกผายเข้าไปในอาคาร
ไม่มีใครกล้าขวาง ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นคุณหนูตระกูลซ่ง และว่าที่นายหญิงของบริษัท
เจี่ยนเหอกำไม้เท้าขาวไว้ แล้วเดินตามไปอย่างเชื่องช้า
ตอนซ่งจือจือผลักประตูห้องทำงานประธานบริษัทเข้าไป กู้จวินเหยียนกำลังคุยธุระกับใครคนหนึ่งอยู่
“ผมปล่อยให้กู้เหวินฉีหาเธอเจอไม่ได้ เรื่องการลงทุนหยกแกะสลัก...”
“พี่เหยียน นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?”
ก่อนเสียงทั้งสองจะดังซ้อนกัน เจี่ยนเหอได้ยินชื่อที่คุ้นหูเป็นพิเศษ หัวใจพลันกระตุกวูบ
จากนั้นเธอก็จับใจความคำว่า “การลงทุนหยกแกะสลัก” ได้
ภาพบางอย่างวาบผ่านเข้ามาในหัว ล้วนเกี่ยวข้องกับหยกแกะสลัก ฝีเท้าของเธอจึงชะงักลง
“คุณเจี่ยน?” ซ่งเยี่ยนเห็นสีหน้าหญิงสาวซีดลง จึงถามด้วยความเป็นห่วง
เจี่ยนเหอได้สติกลับมา
ทันทีที่ซ่งเยี่ยนพาเจี่ยนเหอก้าวเข้าห้องทำงาน รอยยิ้มของกู้จวินเหยียนกับซ่งจือจือก็หุบลงพร้อมกัน สีหน้าพลันเย็นชาขึ้น
“เธอเข้ามาได้ยังไง?”
กู้จวินเหยียนตำหนิผู้ช่วยด้วยความโมโหอย่างหนัก
ซ่งจือจือตกใจจนยืนตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ
“ผมเป็นคนพาเธอเข้ามาเอง”
ซ่งเยี่ยนมองกู้จวินเหยียน “เมื่อวานพวกคุณชนเธอ แล้วไม่ได้ให้เงินหรือ?”
ซ่งจือจือถึงค่อยพูดเสริมเสียงอ่อย “ใช่ค่ะ เธอบอกว่ายังไม่ได้รับเงิน”
กู้จวินเหยียนจ้องเจี่ยนเหอสองอึดใจ สีหน้าบูดบึ้ง เขาเปิดลิ้นชัก เซ็นเช็ค 500,000 หยวนทันที แล้วยื่นให้ผู้ช่วย
“เชิญเธอออกไป”
แม้จะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว แต่การที่กู้จวินเหยียนแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเธอต่อหน้าทุกคน ก็ยังทำให้เจี่ยนเหอรู้สึกทั้งขมขื่นและหนาวเหน็บ
คำอธิบายหนักแน่นเมื่อคืนเป็นเพียงคำโกหกที่ใช้หลอกเธอเท่านั้น
“ฉันมองไม่เห็น เลยไม่รู้ว่าเป็นเงินจริง 500,000 หรือเปล่า”
เจี่ยนเหอพูดเสียงเรียบ “สามีฉันอยู่แถวนี้ เรียกเขามาที่นี่ได้ไหม?”
ซ่งจือจือถาม “สามีเธอไม่ใช่คนขับรถรับจ้างผ่านแอปหรือ?”
“ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”
เจี่ยนเหอมองกู้จวินเหยียน “ตอนนี้เป็นนักแสดงแล้ว”
ซ่งเยี่ยนกับซ่งจือจือหันไปมองกู้จวินเหยียนพร้อมกัน
กู้จวินเหยียนไม่แสดงสีหน้า ทว่าแววตากลับเย็นชาอย่างน่าประหลาด
เจี่ยนเหอเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง “เบอร์โทรศัพท์ของเขาคือ 136……”
