เจียงฉู่รู้สึกว่าใบหน้าร้อนจนแทบจะระเบิด
หัวใจของเธอเต้นระรัว แต่เมื่อมองดูใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสันดานเดิมออกมา ยังคิดจะยั่วเย้าอีกฝ่าย
“เรียก?”
เจียงฉู่กะพริบดวงตาโตสวยคู่นั้น ขนตาหนางอนราวกับปีกผีเสื้อพลิ้วไหวอย่างใสซื่อ
เธอพยายามทำให้ตัวเองดูเหมือนกระต่ายน้อยหลงทาง มือทั้งสองข้างทาบเบา ๆ ไว้บนอกกว้างแข็งแกร่งของชายหนุ่ม แล้วจงใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล
“เรียกอะไร?”
เจียงฉู่ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “ฉันก็แค่สงสัยเฉย ๆ นะ ก็ในเมื่อผู้อาวุโสต้องมาก่อนผู้น้อย แล้วลูกสาวคุณก็บอกว่าคุณเป็นคนถือเรื่องกฎระเบียบ...”
เซี่ยจิงจ้องมองเธอด้วยแววตาล้ำลึก ราวกับกำลังครุ่นคิดว่าเธอจะเล่นลูกไม้อะไร
ผ่านไปไม่กี่วินาที
“เธอบอกคุณอย่างนั้นหรือ?”
เขาถามขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจนัก
“ก็ใช่” เจียงฉู่กระแอมเบา ๆ “...ก่อนที่คุณหนูเซี่ยจะชวนฉันกับแฟนเก่าไปที่บ้านพักหลังนั้น เธอพูดต่อหน้าฉันไว้สองสามประโยค ใจความก็คือให้ฉันไม่ต้องกลัว ปล่อยใจให้สบายไปเที่ยวเล่น แม้ว่าคุณเซี่ยจะถือเรื่องกฎระเบียบมาก แต่ฉันก็คงไม่ได้เจอคุณเซี่ย ฉะนั้นก็อย่าคิดมาก”
เซี่ยจิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “งั้นหรือ”
คนหลักแหลมอย่างเขาย่อมฟังความหมายแฝงของคำพูดนี้ได้ทันที ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เซี่ยชิงหยางกำลังเสียดสีว่าเจียงฉู่ไร้มารยาท
ส่วนความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น...
นึกถึงเรื่องที่ผู้ช่วยรายงานมาก่อนหน้านี้ เขาก็เข้าใจแล้วว่าแท้จริงเซี่ยชิงหยางต้องการทำอะไร
“ใช่สิ”
เจียงฉู่สังเกตสีหน้าของชายตรงหน้า ไม่เห็นเขาแสดงความไม่พอใจเลย จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยต่อ
“แต่เธอคงอยากจะชวนเว่ยจิ่งมากกว่า ยังไงพวกเขาก็ เอ่อ คนเก่งย่อมเห็นอกคนเก่งด้วยกัน ต่างก็มีผลงานโดดเด่นด้านวิชาการ มีเรื่องให้คุยมากกว่า ส่วนฉันก็แค่ถูกแนบมาด้วยน่ะ”
