รัชศกหยวนฝูปีที่ 2 แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ฤดูร้อน
ในห้องปีกตะวันตกของจวนตระกูลหลี่แห่งจี่หนาน สายลมยามเย็นพัดผ่านหน้าต่าง หอบกลิ่นบุปผาจาง ๆ เข้ามา ไล้ผ่านชั้นหนังสือและตำรากวีที่เหลืองกรอบทั้งชั้น
หลี่ชิงจ้าววัยสิบหกปีเอนกายพิงตั่งนุ่มที่ปูด้วยผ้าแพร ชุดกระโปรงหรูฉวินสีเรียบสะอาดหลวมคลาย เรือนผมดำขลับเกล้ามวยไว้ด้วยปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียว
ปอยผมสองสามเส้นระลงข้างแก้ม เพิ่มความเกียจคร้านแสนซุกซนให้แก่ใบหน้างาม
ยามนี้นางอยู่ในวัยสดใสเปี่ยมชีวิตชีวาที่สุด ครอบครัวมั่งคั่งพรั่งพร้อม ความสามารถทางวรรณศิลป์เริ่มฉายแวว นิสัยรักอิสระ ไม่ชอบถูกกักขังอยู่แต่ในห้องหอ สิ่งที่โปรดปรานที่สุดคืออ่านหนังสือ ชิมสุรา และปล่อยใจไปตามอารมณ์
บนโต๊ะเตี้ยวางสุราหอมหมื่นลี้หนึ่งจอก กับขนมถั่วเย็นปิงเสวี่ยหยวนจื่อเนื้อนุ่มหนึบหนึ่งจาน ข้างมือมีหนังสือรวมบทเพลงฮวาเจียนจีที่นางเพิ่งเขียนคำวิจารณ์ไปได้ครึ่งเล่มกางอยู่
ปลายนิ้วเรียวคีบจอกกระเบื้องขาว ยกขึ้นจิบสุราหวานใสเพียงเล็กน้อย
สายตาจับอยู่บนถ้อยคำในหน้าหนังสือ คิ้วตาโค้งงาม ดวงตาเปี่ยมความกระจ่างและมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของวัยเยาว์ หลายวันมานี้นางหมกมุ่นอยู่กับตำรากวี ครั้นได้จิบสุราอ่านหนังสืออย่างสบายใจเช่นนี้เป็นครั้งคราว จึงเป็นช่วงเวลาที่รื่นรมย์ที่สุดของนาง
สายลมยามเย็นเริ่มเย็นลง พัดให้เปลวเทียนไหววูบไม่หยุด เงาแสงระริกไหวไปมาบนหน้าหนังสือ
หลี่ชิงจ้าวยกมือปัดเส้นผมที่ถูกลมพัดจนยุ่ง ก่อนจะก้มลงเขียนคำวิจารณ์สองสามประโยค ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
ไม่มีเสียงฟ้าร้องหรือพายุคลั่ง ทว่าทั้งแสงเทียนและม้วนตำรารอบกายกลับสลายหายไป แทนที่ด้วยแสงสีขาวเจิดจ้าบาดตา
แสงนั้นแผ่คลุมทั่วทุกทิศ ห่อหุ้มกระแสไออุ่นที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน ก่อนจะปกคลุมร่างนางทั้งร่างในพริบตา
เสียงสายลมคุ้นเคยกับเสียงแมลงรอบหูพลันหายวับ เหลือเพียงความโกลาหลเงียบงัน
หัวใจหลี่ชิงจ้าวสั่นสะท้าน จอกสุราในมือร่วงลงสู่ความว่างเปล่าดังเคร้ง ม้วนตำราในมืออีกข้างก็หลุดร่วงลงอย่างเงียบเชียบ
นางเฉลียวฉลาดและกล้าหาญมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เยาว์วัยก็ไม่ยึดติดกับกรอบกุลสตรีในห้องหอ ทว่าไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกไร้ขอบเขตพลันทะลักขึ้นในใจ
นางลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว พยายามข่มความหวาดหวั่นไว้ แล้วขมวดคิ้วกวาดตามองรอบด้าน สีหน้าฉายแววงุนงงอย่างชัดเจน
“ที่นี่...คือที่ใด?”
หลี่ชิงจ้าวยืนตัวตรง เงยหน้ามองไปรอบ ๆ ที่แห่งนี้มิใช่ลานเรือนแกะสลักลวดลายอันคุ้นเคยอีกต่อไป หากเป็นโถงกว้างแปลกตาแห่งหนึ่ง
เครื่องเรือนในห้องตรงหน้า แม้แต่นางผู้เป็นบุตรีจากตระกูลนักอักษรชั้นนำก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ภายในห้องไร้คานแกะสลักวิจิตร ไร้ทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ทุกสิ่งที่จัดวางล้วนแปลกตา
กระเบื้องขาวเนื้อดีถูกปูอยู่บนพื้นโดยตรง ผิวกระเบื้องสว่างวาวจนสะท้อนเงาร่างของนางได้
บนผนังไม่มีภาพเขียนพู่กันหรือภาพแขวน กลับมีแผ่นกระจกแก้วสีดำขนาดมหึมาติดอยู่ ข้างกันตั้งตู้สีขาวไว้ใบหนึ่ง ทว่าบนนั้นกลับไม่มีเครื่องประดับโบราณแม้แต่ชิ้นเดียว
อากาศในห้องอบอุ่นชุ่มชื้น ไร้สายลมพัด มีเพียงกลิ่นเย็นเยียบดุจหิมะ
หลี่ชิงจ้าวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง รอบกายล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ยอดกวีหญิงผู้หยิ่งทะนงและกล้าหาญถึงกับไม่รู้ว่าควรวางตัวเช่นไร
ซ่า...ซ่า...
จู่ ๆ ก็มีเสียงน้ำไหลดังมาจากห้องอีกห้องซึ่งเชื่อมต่ออยู่ข้างโถงแห่งนี้
ท่ามกลางความเงียบสงัด หลี่ชิงจ้าวสะดุ้งกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
น่องของนางชนเข้ากับโต๊ะชา เผลอทำให้วัตถุสีดำทรงยาวชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนนั้นตกลงมา กระทบพื้นดังแผ่วเบา
หลี่ชิงจ้าวไม่มีเวลาสนใจว่าสิ่งใดตกลงมา สีหน้าตึงเครียดจับจ้องประตูบานที่มีเสียงดังออกมา
“ใคร?”
ประตูเปิดออก จ้าวฉีซูซึ่งเพิ่งใช้ห้องสุขาเสร็จชะโงกหน้าออกมาอย่างระแวดระวัง มือกำไม้ถูพื้นไว้แน่น
เมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวในชุดโบราณยืนอยู่กลางห้องรับแขกของตน รูปร่างเพรียวบางงดงาม คิ้วตาสะอาดหมดจด แต่จ้าวฉีซูก็ไม่ได้คลายความระแวงลงแม้แต่น้อย
บ้านของเขาอยู่ชั้นเก้า ประตูหน้าต่างก็ปิดสนิท จู่ ๆ กลับมีหญิงสาวในชุดโบราณโผล่มาในบ้าน ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาด
ในเวลาเดียวกัน หลี่ชิงจ้าวก็สะดุ้งกับการปรากฏตัวของจ้าวฉีซู ร่างกายเกร็งขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต็มไปด้วยความตื่นตัวและระแวดระวัง
“ท่านเป็นผู้ใด? เหตุใดจึงมาอยู่ในบ้านของข้า?”
หลี่ชิงจ้าวตั้งสติ เก็บงำความตื่นตระหนกในดวงตา พยายามรักษากิริยาเรียบร้อยสง่างามของกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ แล้วคำนับจ้าวฉีซู
“คารวะคุณชาย ข้าน้อยแซ่หลี่ นามชิงจ้าว เดิมทีอ่านหนังสือพักผ่อนอยู่ในบ้าน ทว่าจู่ ๆ ก็พบแสงเจิดจ้ากลุ่มหนึ่ง ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่ในสถานที่แปลกตาแห่งนี้แล้ว ข้าน้อยไม่ทราบที่มาของแสงสีขาวนั้น ทั้งไม่ทราบว่าจะรบกวนคุณชาย ขอคุณชายโปรดอภัยด้วย”
หลี่ชิงจ้าว?
จ้าวฉีซูกำลังจะบ่นว่า ‘อย่าคิดเอาชื่อยอดกวีหญิงอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์มาหลอกฉันนะ’ ทว่าเสียงอิเล็กทรอนิกส์ประหลาดในหัวกลับขัดจังหวะเสียก่อน
【ตรวจพบผู้มาเยือนจากห้วงกาลอวกาศพิเศษ หลี่ชิงจ้าว ยอดกวีหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ】
【มอบภารกิจพิเศษ — พบพานข้ามกาล】
【เจ้าของระบบ จ้าวฉีซู จะได้รับรางวัลโชคชะตา เมื่อนำผู้มาเยือนจากห้วงกาลอวกาศไปสัมผัสวัฒนธรรมและพัฒนาการของยุคปัจจุบัน】
เสียงนั้นทำให้คำบ่นของจ้าวฉีซูถูกกลืนหาย ปากของเขาค่อย ๆ อ้ากว้างขึ้น
ในฐานะคนยุคปัจจุบันที่อ่านนิยายออนไลน์มามาก เขาย่อมคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่าระบบ ทว่าเมื่อเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ยังยากจะเชื่อ หัวใจเต้นรัว เลือดทั่วร่างราวกับเดือดพล่าน
——————
จ้าวฉีซูยังไม่รู้ว่าการได้พบกับหลี่ชิงจ้าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในเวลานี้เอง ทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์
ม่านฟ้าขนาดมหึมาลอยเด่นอยู่เหนือท้องนภา ภาพที่ปรากฏบนม่านฟ้าคือฉากที่เขาพบกับหลี่ชิงจ้าว
เมื่อชาวบ้านสามัญเห็นเงาคนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง พากันคุกเข่าลง เรียกขานเซียนไม่ขาดปาก
พระราชวังเสียนหยางแห่งต้าฉิน
ฉินสื่อหวงอิ๋งเจิ้งทอดพระเนตรม่านฟ้า สีหน้าเคร่งขรึม
พระเนตรกวาดผ่านเครื่องประดับและเครื่องเรือนประหลาดในห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่จ้าวฉีซูกับหลี่ชิงจ้าว
“ม่านฟ้าลอยอยู่เหนือสวรรค์มาถึงเจ็ดวัน ในที่สุดก็เกิดความเปลี่ยนแปลง เผยให้เห็นชายหญิงคู่นี้”
“แต่ทั้งเครื่องแต่งกายและถ้อยคำของคนทั้งสองกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดูไม่คล้ายผู้คนในยุคเดียวกัน หลี่ซือ เจ้าคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด?”
ร่างหลี่ซือเกร็งตึง เขาประสานมือค้อมกายทูล “กระหม่อม...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ ทว่าม่านฟ้าปรากฏความเปลี่ยนแปลงแล้ว ฐานะของคนทั้งสองย่อมมีวันเปิดเผย”
ท้องพระโรงไท่จี๋แห่งราชวงศ์ถัง
สายพระเนตรของถังไท่จงหลี่ซื่อหมินกวาดผ่านพื้นห้องที่ส่องแสงสะท้อนเงา และเครื่องเรือนแปลกพิสดารทีละชิ้น พระองค์เต็มไปด้วยความใคร่รู้
“เรือนหลังนี้ประณีตอย่างยิ่ง แม้เครื่องเรือนที่จัดวางจะมิได้มีมากมาย แต่ทุกชิ้นล้วนแปลกใหม่ ทั้งยังไม่มีโครงสร้างซับซ้อนของคานเสา หรือว่านี่จะเป็นภาพจากสรวงสวรรค์จริง ๆ?”
ท้องพระโรงเฟิ่งเทียนแห่งต้าหมิง
หมิงไท่จู่จูหยวนจางชี้ไปยังหลี่ชิงจ้าวบนม่านฟ้า
“เปียวเอ๋อร์ หญิงผู้นั้นกล่าวว่าตนคือหลี่ชิงจ้าว หรือว่านางจะเป็นกวีหญิงแห่งราชวงศ์ซ่งผู้นั้น?”
“เสด็จพ่อ จากเครื่องแต่งกายบนร่างหญิงผู้นั้น ลูกเห็นว่าเป็นรูปแบบของราชวงศ์ซ่งจริงพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่านางจะเป็นกวีเอกผู้นั้น แต่ลูกคิดว่าฐานะของคุณชายผู้นั้นสำคัญยิ่งกว่า”
“เพราะเหตุใด?”
“ตั้งแต่เสื้อผ้าอาภรณ์ไปจนถึงทรงผมของคุณชายผู้นั้น ล้วนแตกต่างจากทุกยุคในประวัติศาสตร์ ส่วนหลี่ชิงจ้าวเป็นคนในอดีต เมื่อเทียบกันแล้วคุณชายผู้นั้นอาจเป็นคนจากยุคหลัง มิใช่เพียงหลังราชวงศ์ซ่งเท่านั้น แต่อาจอยู่หลังยุคต้าหมิงของเราด้วย”
ดวงตาจูหยวนจางเป็นประกาย พยักหน้าเล็กน้อย
“เปียวเอ๋อร์กล่าวมีเหตุผล หากเป็นเช่นนั้น เราก็ยิ่งต้องตั้งใจดูม่านฟ้านี้ให้ดี หากชายผู้นั้นเป็นคนจากยุคหลังจริง บางทีเราอาจรู้ได้ว่าราชวงศ์ต้าหมิงสืบทอดไปถึงรัชทายาทรุ่นใดแล้ว เปียวเอ๋อร์ เจ้าก็ดูให้ดีเช่นกัน”
“ลูกน้อมรับพระบัญชา เสด็จพ่อ”
ที่ไคเฟิงแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ หลี่เก๋อเฟยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักราชเลขาธิการอยู่ได้เห็นม่านฟ้า ร่างทั้งร่างราวกับถูกฟ้าผ่า
บุตรสาวของข้า...เหตุใดจึงขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ได้เล่า?
